—
ปี 2568 ภูเก็ตทำเงินท่องเที่ยว 545,868 ล้านบาท เป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองแค่กรุงเทพ (ตัวเลขรายได้ท่องเที่ยวทั้งหมดในโพสต์นี้เป็นค่าประมาณจากแบบสำรวจของทางการ ไม่ใช่ยอดธุรกรรมจริง)
92.4% ของเงินก้อนนั้นมาจากคนต่างชาติสูงที่สุดในทั้ง 77 จังหวัด
และปีที่ผ่านมา เงินต่างชาติ −5.4% ส่วนเงินคนไทย +8.0%
เงินท่องเที่ยวที่แบกเกาะอยู่ 92% กำลังถอย ส่วนเงินท่องเที่ยวที่เล็กแค่ 7.6% กำลังเร่ง
ทั้งหมดนี้ผมนั่งไล่จากข้อมูลเปิด หลังจากไปยืนอยู่ที่สนามบินภูเก็ตแล้วมีคำถามหนึ่งโผล่ขึ้นมาในหัว
—
ยืนอยู่หน้าโถงผู้โดยสารขาเข้าสักครึ่งชั่วโมง คุณจะได้ยินภาษาที่ไม่ใช่ภาษาไทย มากกว่าภาษาไทย รัสเซีย จีน อังกฤษ ฮีบรู เยอรมัน ปนกันไปหมด
พอนั่งรถออกจากสนามบินมุ่งหน้าเข้าเมือง สองข้างทางไม่ค่อยมีบ้านคนภูเก็ตให้เห็น มีแต่ป้ายโครงการคอนโด ป้ายวิลล่า ป้ายรับซื้อ-ให้เช่าอสังหาฯ ที่หลายป้ายเขียนคำว่า investment ตัวใหญ่กว่าคำว่า “บ้าน” และไม่น้อยที่ไม่มีภาษาไทยอยู่บนป้ายเลย
แล้วผมก็สงสัยว่าเกาะนี้ ตกลงมันเป็นของใคร
นี่ไม่ใช่คำถามเชิงอารมณ์ มันเป็นคำถามที่ตอบด้วยตัวเลขได้ และตอบได้แค่บางส่วน ส่วนที่ตอบไม่ได้ ผมจะบอกให้ชัดว่าตอบไม่ได้ตรงไหน
—
เริ่มจากตัวเลขที่ใหญ่ที่สุดก่อน
545,868 ล้านบาท แปลว่าภูเก็ตทำเงินท่องเที่ยวเป็น อันดับ 2 ของทั้งประเทศ รองแค่กรุงเทพที่ทำได้ 899,369 ล้าน และทิ้งห่างอันดับ 3 อย่างชลบุรี-พัทยา (319,312 ล้าน) ไปถึง 1.71 เท่า
กรุงเทพมีคนในทะเบียนบ้าน 5,414,527 คน พื้นที่ตั้งพันห้าร้อยกว่าตารางกิโลเมตร ส่วนภูเก็ตเป็นเกาะเดียว พื้นที่ราว 540 ตารางกิโลเมตร คนในทะเบียนบ้าน 433,893 คน คนน้อยกว่ากรุงเทพ 12.5 เท่า พื้นที่เล็กกว่าเกือบ 3 เท่า แต่ทำเงินท่องเที่ยวได้ถึง 61% ของกรุงเทพทั้งเมือง
(ทั้งสองตัวเลขประชากรมาจากทะเบียนราษฎร์ชุดเดียวกัน เดือนเดียวกัน ผมจงใจไม่เอาตัวเลข “คนอยู่จริง” ของกรุงเทพมาเทียบกับ “ทะเบียนบ้าน” ของภูเก็ต เพราะมันคนละฐาน แล้วจะทำให้ช่องว่างดูใหญ่เกินจริง)
เกาะเล็ก ๆ เกาะเดียว ทำเงินได้ระดับนี้ ได้ยังไง
และที่น่าสนใจกว่านั้น คือมันเพิ่งฟื้นจากเกือบตายมาหมาด ๆ
—
ย้อนไป 4 ปี ภูเก็ตเคยกลายเป็นเมืองร้าง
ปี 2564 ตอนโควิดปิดประเทศ ภูเก็ตทำเงินท่องเที่ยวทั้งปีได้แค่ 21,320 ล้านบาท เกาะที่พึ่งพานักท่องเที่ยวเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ พอเครื่องบินไม่ลง มันแทบไม่เหลืออะไร โรงแรมปิด พนักงานกลับบ้านเกิด ถนนป่าตองที่เคยแน่นกลายเป็นถนนเงียบ
แล้วดูสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น รายได้ท่องเที่ยวภูเก็ตรายปีเดินแบบนี้
2564 (โควิด): 21,320 ล้าน
2565: 193,637 ล้าน
2566: 446,698 ล้าน
2567: 571,550 ล้าน
2568: 545,868 ล้าน
จากก้นเหว 21,320 กลับมาเป็น 545,868 = โตขึ้น 25.6 เท่า ในเวลาแค่ 4 ปี
(บรรทัดปี 2566 ต้องอธิบายหน่อย ในไฟล์ราชการ ช่อง “รวม” ของภูเก็ตปีนั้นเขียนไว้ 81,636 ล้าน ซึ่งน้อยกว่าผลบวกของ ไทย 37,048 + ต่างชาติ 409,651 = 446,698 อยู่ห้าเท่า ผมเช็คแล้วว่าช่อง “รวม” ปีนั้นเสียเกือบทั้งประเทศ และตัวกระทรวงเองก็ใช้ 446,698 เป็นฐานคำนวณอัตราเปลี่ยนแปลงของปีถัดไป ผมจึงใช้ผลบวก ไม่ใช่ช่องรวม — บอกไว้ก่อน เผื่อใครเปิดไฟล์แล้วเห็นเลขไม่ตรงกับที่ผมเขียน)
ขอใส่ไว้ให้ครบอีกอย่าง ปี 2568 ไม่ใช่จุดสูงสุด ยอดสูงสุดคือปี 2567 ที่ 571,550 ล้าน ปีล่าสุดจึงต่ำกว่ายอดเดิมอยู่ 25,682 ล้าน หรือ 4.5% เส้นการฟื้นตัวไม่ได้แค่แบน มันหักหัวลงแล้ว
แต่ตัวเลข −4.5% นี้ ยังไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด ของจริงอยู่ตอนที่ผมแยกมันออกเป็นสองเส้น
—
เพราะพอถามว่าเงินก้อนนี้มาจากกระเป๋าใคร คำตอบมันก็ชักน่าคิดเหมือนกัน
จาก 545,868 ล้านที่ภูเก็ตทำได้ในปี 2568 พอแยกตามสัญชาติของคนจ่าย ปรากฏว่า
504,126 ล้านบาท หรือ 92.4% มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ
เหลือเป็นเงินจากคนไทยแค่ 41,742 ล้าน หรือ 7.6% เท่านั้น
ตัวเลข 92.4% นี้มันสูงแค่ไหน ผมเรียงทั้ง 77 จังหวัดให้ดูเลย ภูเก็ต 92.4% เป็นอันดับ 1 ของประเทศ อันดับ 2 คือพังงา 76.3% อันดับ 3 สุราษฎร์ธานี (สมุย-พะงัน) 72.5% ตามด้วยกรุงเทพ 69.3% กระบี่ 68.5% ชลบุรี-พัทยา 65.2% ถัดจากนั้นเป็นกลุ่มจังหวัดชายแดนใต้ที่ “เงินต่างชาติ” ส่วนใหญ่คือคนมาเลเซียข้ามด่านเข้ามา ไม่ใช่กลไกเมืองตากอากาศ (นราธิวาส 63.0% สงขลา 56.9% ยะลา 52.5%) ส่วนเชียงใหม่อยู่ อันดับ 10 ที่ 37.9% และถ้ารวมทั้งประเทศเข้าด้วยกัน เงินต่างชาติคิดเป็น 59.0%
ไม่มีจังหวัดไหนในประเทศไทยพึ่งพาเงินต่างชาติหนักเท่าภูเก็ต และช่องว่างระหว่างอันดับ 1 กับอันดับ 2 ห่างกันถึง 16 จุด
พูดกันตรง ๆ คือ ถ้าวันหนึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติหยุดมา 9 ใน 10 บาทของเศรษฐกิจท่องเที่ยวภูเก็ตหายไปทันที เกาะนี้ไม่ได้รันด้วยกำลังซื้อของคนในประเทศ มันรันด้วยเงินจากข้างนอกเกือบทั้งหมด
(ข้อจำกัดหนึ่งที่ต้องบอก ข้อมูลชุดนี้แยกได้แค่ “ไทย” กับ “ต่างชาติ” ไม่ได้แยกเป็นรายสัญชาติในระดับจังหวัด เพราะฉะนั้นคำถามที่หลายคนอยากรู้ที่สุด จีนหายไปเท่าไหร่ รัสเซียโตเท่าไหร่ ผมตอบจากข้อมูลชุดนี้ไม่ได้ ตัวเลขรายสัญชาติมีเฉพาะระดับประเทศ)
—
แล้วนี่คือตัวเลขที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดในโพสต์นี้ และแทบไม่มีใครพูดถึง
ย้อนกลับไปที่ −4.5% เมื่อกี้ พอผมแยกมันออกเป็นสองเส้นตามสัญชาติคนจ่าย มันเล่าคนละเรื่องกันเลย
เงินจากนักท่องเที่ยว ต่างชาติ ปี 2567 อยู่ที่ 532,917 ล้าน ปี 2568 เหลือ 504,126 ล้าน
หายไป 28,791 ล้านบาท = −5.4%
เงินจากนักท่องเที่ยว คนไทย ปี 2567 อยู่ที่ 38,633 ล้าน ปี 2568 ขึ้นมาเป็น 41,742 ล้าน
เพิ่มขึ้น 3,109 ล้านบาท = +8.0%
อ่านสองบรรทัดนี้ช้า ๆ อีกรอบ
เงินท่องเที่ยวที่แบกเกาะนี้อยู่ 92% กำลังถอยหลัง ส่วนเงินท่องเที่ยวที่เล็กแค่ 7.6% กำลังเร่งขึ้น
ตัวเลขรวมที่เห็นในข่าวว่า ภูเก็ตลดลง 4.5% มันกลบสิ่งนี้ไว้หมด เพราะเงินคนไทยที่โตขึ้น 3,109 ล้าน ไปช่วยอุดรูที่เงินต่างชาติหายไป 28,791 ล้าน ตัวเลขสุทธิเลยดูไม่น่ากลัว
แต่ในเชิงโครงสร้าง นี่คือปีแรกที่สองเส้นนี้แยกทางกัน และถ้าคุณทำธุรกิจบนเกาะ คุณต้องรู้ว่ารายได้ของคุณผูกอยู่กับเส้นไหน เพราะเส้นใหญ่กำลังหด ส่วนเส้นเล็กกำลังโต
—
แล้วเงินนอกก้อนใหญ่ขนาดนี้ ใครเป็นคนรับ
เราเปิดทะเบียนนิติบุคคลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ล่าสุดเดือนมิถุนายน 2569 แล้วนับบริษัทที่จดทะเบียนอยู่บนเกาะภูเก็ตทั้งหมด ได้ 54,110 บริษัท ในนั้นยังเปิดดำเนินการจริง 31,622 บริษัท ที่เหลือ 22,488 บริษัทคือร้าง เลิก ชำระบัญชี หรือสถานะอื่นที่ไม่ใช่ดำเนินกิจการ
ในจำนวนที่จดทะเบียนทั้งหมด 20,719 บริษัท หรือ 38.3% ถูก DBD ติดธงว่าเป็นสัญชาติหลักต่างชาติ
ทั้งประเทศอยู่ที่ 17.9% ภูเก็ตสูงกว่า 2.1 เท่า
และก่อนจะมีคนแย้งว่า 38.3% นี้นับรวมบริษัทที่จดไว้แล้วเลิกไปแล้วด้วย ผมนับแยกให้แล้วครับ ถ้าตัดออกให้เหลือเฉพาะ 31,622 บริษัทที่ยังเปิดดำเนินการอยู่จริง เป็นสัญชาติหลักต่างชาติ 11,693 บริษัท = 37.0% แทบไม่ขยับ
ที่น่าสนใจคือพอผมนับฝั่งตรงข้ามดูบ้าง คือดูเฉพาะ 22,488 บริษัทที่ไม่ได้ดำเนินกิจการแล้ว ปรากฏว่าเป็นสัญชาติต่างชาติ 40.1% สูงกว่าฝั่งที่ยังมีชีวิตอยู่ แปลว่าบริษัทต่างชาติบนเกาะนี้ไม่ได้แค่เข้ามาเยอะ แต่ล้มหายตายจากในอัตราที่สูงกว่าบริษัทไทยด้วย มันคือตลาดที่คนเข้าเร็วและออกเร็วพอ ๆ กัน
(แต่ต้องบอกให้ครบอีกด้าน บริษัทบนเกาะภูเก็ตที่เคยจดทะเบียนแล้ววันนี้ไม่ได้ดำเนินกิจการ คิดเป็น 41.6% ขณะที่ค่าทั้งประเทศอยู่ที่ 50.1% แปลว่าธุรกิจบนเกาะภูเก็ต อยู่รอดดีกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ 8.6 จุด ตัวเลข 40.1% ข้างบนบอกว่าในกลุ่มที่ตาย ต่างชาติมีสัดส่วนสูงกว่า ไม่ได้บอกว่าเกาะนี้ธุรกิจตายง่ายกว่าที่อื่น)
—
ก่อนไปต่อ ผมต้องพูดเรื่องที่ครึ่งหนึ่งของคอมเมนต์กำลังจะพิมพ์อยู่ตอนนี้
ผมเดาได้ว่าคอมเมนต์จะมาสองทางพร้อมกัน และทั้งสองทางมาจากคนที่รู้จริง
ทางแรก – 38% หรือ 52% เนี่ยเป็นไปไม่ได้ กฎหมายห้ามคนต่างชาติถือครองที่ดิน และถือครองห้องชุดได้ไม่เกิน 49% ของพื้นที่ขายในอาคารชุดหนึ่ง ๆ ถ้าบริษัทอสังหาฯ บนเกาะเป็นของต่างชาติเกินครึ่งจริง แปลว่าผิดกฎหมายกันทั้งเกาะ
ทางที่สอง – 38% เนี่ยน้อยไปด้วยซ้ำ คนอยู่ภูเก็ตรู้กันว่าบริษัทที่จดทะเบียนเป็นไทยจำนวนมาก เงินและอำนาจตัดสินใจไม่ได้เป็นของคนไทย
สองทางนี้กำลังถามคำถามเดียวกัน คือ ใครเป็นเจ้าของจริง และคำตอบที่ผมให้ได้คือ ข้อมูลชุดนี้ตอบไม่ได้ ทั้งสองทาง
ทะเบียนที่ผมเปิดมีค่าอยู่แค่สองค่า คือ THA กับ FRN มันคือธงที่ DBD ติดไว้เองว่านิติบุคคลรายนี้ถูกจัดเป็นสัญชาติไทยหรือไม่ใช่ไทย
ในทะเบียนชุดนี้ ไม่มีช่องผู้ถือหุ้น ไม่มีสัดส่วนการถือหุ้น ไม่มีสัญชาติของผู้ถือหุ้นรายคน และไม่มีแม้แต่ชื่อประเทศ เพราะฉะนั้น
– ผมยืนยันไม่ได้ว่าบริษัทที่ติดธง FRN มีคนต่างชาติถือหุ้นข้างมาก
– และผมยืนยันไม่ได้เหมือนกันว่าบริษัทที่ติดธง THA ไม่มีเงินต่างชาติอยู่ข้างหลัง
ผมจะไม่เดาทั้งสองทาง
สิ่งที่ผมพูดได้คือสิ่งที่นับได้จริง ธงนี้ถูกติดบนบริษัทบนเกาะภูเก็ตในสัดส่วน 38.3% ขณะที่ทั้งประเทศอยู่ที่ 17.9% นั่นคือข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ ส่วนคำถามว่าธงนี้แปลว่าอะไรกันแน่ในเชิงกรรมสิทธิ์ ต้องใช้ข้อมูลผู้ถือหุ้นรายบริษัท ซึ่งไม่ได้เปิดเป็น open data และผมไม่มี
ผมวางย่อหน้านี้ไว้ตรงนี้ ไม่ใช่ไว้ท้ายโพสต์ เพราะทุกตัวเลขหลังจากนี้ต้องอ่านโดยรู้ข้อจำกัดนี้ก่อน
—
แต่พอดูว่าบริษัทที่ติดธงต่างชาติทำธุรกิจอะไร เรื่องมันเปลี่ยนไปจากที่ผมเดาไว้
ตอนแรกผมเดาว่าบริษัทกลุ่มนี้น่าจะกระจุกอยู่ในธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ทัวร์ เพราะเงิน 504,126 ล้านมันคือเงินท่องเที่ยว
ผิดครับ ผมเดาผิด
พอแยกตามรหัสประเภทธุรกิจของบริษัทที่ยังเปิดดำเนินการ 11,693 บริษัท ออกมาแบบนี้
อสังหาริมทรัพย์ 4,827 บริษัท = 41.3% ของบริษัทติดธงต่างชาติทั้งหมดบนเกาะ
อาหารและเครื่องดื่ม 1,076 บริษัท = 9.2%
ที่ปรึกษาด้านการบริหาร 621 บริษัท = 5.3%
ตัวแทนท่องเที่ยว/จัดนำเที่ยว 615 บริษัท = 5.3%
ที่พักแรม-โรงแรม 430 บริษัท = 3.7%
4 ใน 10 อยู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ไม่ใช่ธุรกิจท่องเที่ยว อสังหาฯ คือหมวดที่มีบริษัทติดธงต่างชาติ มากที่สุดในเชิงจำนวน ทิ้งห่างอันดับสองสี่เท่า
แต่ตัวเลขที่แรงกว่านั้น คือพอกลับด้านมาถามว่า ในแต่ละอุตสาหกรรมบนเกาะ สัดส่วนบริษัทที่ติดธงต่างชาติเป็นเท่าไหร่
ที่ปรึกษาด้านการบริหาร 55.5% (จาก 1,118 บริษัท)
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 52.0% (จาก 9,277 บริษัท — ติดธงต่างชาติ 4,827)
ร้านอาหาร 47.9% (จาก 2,247)
ให้เช่า-ลีสซิ่ง 43.1% (จาก 638)
ที่พักแรม-โรงแรม แค่ 32.1% (จาก 1,340)
ตัวแทนท่องเที่ยว แค่ 31.0% (จาก 1,982)
ค้าปลีก 21.5% (จาก 2,031)
ก่อสร้างอาคาร แค่ 10.9% (จาก 1,828)
(จะเห็นว่าถ้าวัดกันที่ ความเข้มข้น ล้วน ๆ อสังหาฯ ไม่ได้เป็นที่หนึ่ง ที่ปรึกษาบริหารเข้มกว่า แต่มีอยู่แค่ 1,118 บริษัท ส่วนอสังหาฯ มี 9,277 บริษัท ใหญ่กว่าแปดเท่า ผมถึงบอกว่ามันเป็นที่หนึ่ง ในเชิงจำนวน ไม่ใช่ในเชิงสัดส่วน)
ลองอ่านสามบรรทัดล่างเทียบกับบรรทัดอสังหาฯ
โรงแรมกับทัวร์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ รับเงินนักท่องเที่ยว ตรง ๆ กลับมีสัดส่วนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของเกาะเสียอีก ส่วนงานก่อสร้าง ซึ่งเป็นคนลงมือสร้างตึกจริง ๆ ติดธงต่างชาติแค่ 1 ใน 10 พูดอีกแบบคือ บริษัทก่อสร้างบนเกาะภูเก็ต 1,628 จาก 1,828 ราย = 89.1% ติดธงสัญชาติไทย
แต่หมวดที่ถือและซื้อขายตัวอสังหาริมทรัพย์เอง กลับเกินครึ่ง
พอเปิดดูรายการวัตถุประสงค์ที่จดไว้เยอะที่สุดของบริษัทกลุ่มนี้ มันยิ่งชัด ซื้อและขายอสังหาฯ ที่เป็นของตนเอง 1,591 ราย – ตัวแทนและนายหน้าอสังหาฯ 1,136 ราย – ซื้อขายอสังหาฯ เพื่อการพักอาศัย 1,004 ราย – เช่าและดำเนินการเกี่ยวกับอสังหาฯ อีก 930 ราย
และถ้าตัดพวกนายหน้าที่ไม่ได้ถือทรัพย์เองออกไป เหลือเฉพาะบริษัทที่จดว่า ถือหรือให้เช่าอสังหาฯ ของตัวเอง บนเกาะมี 6,600 ราย ติดธงต่างชาติ 3,531 ราย = 53.5% ยิ่งเข้าไปใกล้ตัวทรัพย์ สัดส่วนยิ่งสูงขึ้น ไม่ได้ลดลง
—
มันเป็นบริษัทเปลือก จดไว้เฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไรจริง อันนี้ผมเช็คให้แล้ว
นี่เป็นคำแย้งที่ผมเจอบ่อยที่สุดเวลาพูดเรื่องทะเบียนบริษัท และมันเป็นคำแย้งที่ดี เพราะจดบริษัทในไทยใช้เงินหลักหมื่น ใครก็จดได้
แทนที่จะยกชื่อบริษัทสักสองสามรายมาโชว์ (ซึ่งพิสูจน์อะไรไม่ได้เลย เพราะผมเลือกได้ว่าจะยกรายไหน) ผมนับทั้งกองให้ดูดีกว่า
บริษัทติดธงต่างชาติที่ยังเปิดอยู่บนเกาะ 11,693 ราย มีการยื่นงบการเงินแล้ว 10,248 ราย = 87.6%
เทียบกับบริษัทไทยบนเกาะที่ยังเปิดอยู่ 19,929 ราย ยื่นงบ 15,374 ราย = 77.1%
บริษัทติดธงต่างชาติบนเกาะภูเก็ต ยื่นงบการเงินตรงกว่าบริษัทไทยบนเกาะเดียวกัน 10 จุด
ส่วนเรื่องอายุ ถ้าเป็นบริษัทที่ เพิ่งจดไว้เฉย ๆ จริง มันควรจะกระจุกอยู่ในปีล่าสุด แต่ที่นับได้คือ จดในปี 2568-2569 รวมกันแค่ 7.8% ปีที่จดกันเยอะที่สุดคือ 2566 (2,004 ราย) ซึ่งคือปีที่นักท่องเที่ยวกลับมาเต็มตัวพอดี ส่วนใหญ่จึงเป็นบริษัทที่ผ่านการยื่นงบมาแล้วหลายรอบ
ทุนจดทะเบียนกลางอยู่ที่ 4 ล้านบาท เทียบกับบริษัทไทยบนเกาะที่ 2 ล้านบาท และ 98.4% เป็นบริษัทจำกัด ไม่ใช่ห้างหุ้นส่วนแบบจดง่าย ๆ
แต่ผมต้องบอกอีกด้านให้ครบด้วย ใน 11,693 รายนั้น มีที่แจ้งรายได้มากกว่าศูนย์อยู่ 7,485 ราย = 64.0% แปลว่าประมาณ 1 ใน 4 ของบริษัทที่ยื่นงบ แจ้งรายได้เป็นศูนย์ กลุ่มนั้นมีอยู่จริง และไม่น้อย
ความจริงก็คือ ส่วนใหญ่ไม่ใช่บริษัทเปลือก มันยื่นงบ มีทุน มีอายุ และเปิดมานาน แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกรายจะเดินเครื่องอยู่จริง ถ้าใครบอกคุณว่า ทั้งหมดเป็นบริษัทเปลือก อันนั้นผิด และถ้าใครบอกว่า ทุกรายทำธุรกิจจริง อันนั้นก็ผิดเหมือนกัน
—
แล้วบนเกาะนี้มีอะไรตั้งอยู่บ้าง เราไปนับจากพิกัดจริง
เรื่องเงินกับทะเบียนบริษัทมันเป็นตัวเลขในกระดาษ ผมเลยเปิดข้อมูลอีกชุดที่จับต้องได้กว่า เป็นการนับ ของจริง ที่ตั้งอยู่บนเกาะ จากแผนที่และดาวเทียม ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นเจ้าของ มันแค่บอกว่ามีอะไรตั้งอยู่ตรงไหน
บนเกาะภูเก็ต 3 อำเภอ (เมืองภูเก็ต กะทู้ ถลาง) มี
คอนโด 43,954 ยูนิต จากทะเบียนที่อยู่อาศัยของกรมการปกครอง
โรงแรมและที่พัก 3,122 แห่ง จากฐานข้อมูลจุดสนใจ
อาคารรวมทุกประเภท 212,279 หลัง จากภาพถ่ายอาคาร
(ตัวเลขที่พัก 3,122 ต้องอ่านแบบระวังหน่อย มันคือจำนวน จุดที่ถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลแผนที่ ไม่ใช่ทะเบียนโรงแรมของราชการ ที่พักหนึ่งแห่งอาจถูกบันทึกซ้ำได้ถ้ามีหลายชื่อ และที่พักที่ไม่มีใครบันทึกลงแผนที่ก็จะหายไป ผมใช้มันเป็นตัวชี้ความหนาแน่น ไม่ใช่ตัวนับที่แม่นระดับทะเบียน)
ลองเทียบสัดส่วนดู เกาะที่มีคนในทะเบียนบ้าน 433,893 คน แต่มีคอนโดเกือบ 44,000 ยูนิต และจุดที่พักกว่า 3,000 แห่ง – โครงสร้างแบบนี้ไม่ใช่เมืองที่สร้างของไว้ให้คนในอยู่ มันคือเมืองที่สร้างของไว้รองรับคนนอกที่หมุนเวียนเข้ามาพักและมาซื้อไว้ลงทุน
และมันไม่ใช่เกาะเงียบ ๆ ด้วย ความหนาแน่นอาคารในอำเภอเมืองภูเก็ตอยู่ที่ 621 หลังต่อตารางกิโลเมตร หนาแน่นระดับเมืองใหญ่ ไม่ใช่ภาพเกาะสวรรค์เงียบสงบแบบในโปสการ์ด
(ตรงนี้ขอพูดตรง ๆ เรื่องนึง ทะเบียนบ้านที่นับได้ 433,893 คน มัน undercount ภูเก็ตหนักมาก เพราะเจ้าของห้อง คนทำงานต่างถิ่น และชาวต่างชาติ ส่วนใหญ่ไม่ย้ายทะเบียนมา คนที่ใช้ชีวิตอยู่บนเกาะจริง ๆ มากกว่านี้เยอะ เพราะงั้นเราจะ ไม่เอาตัวเลขนี้ไปหารเป็นต่อหัว เพราะมันจะเพี้ยน เราจะรายงานเป็นจำนวนนับดิบ ๆ ให้คุณเห็นเอง)
—
44,000 คอนโดบนเกาะเดียว สร้างไว้ให้ใคร
ลองซูมเข้าไปที่ตัวเลขคอนโดอีกที เพราะมันเล่าเรื่องได้ดีกว่าที่คิด
ภูเก็ตมีคอนโด 43,954 ยูนิต บนเกาะที่มีทะเบียนที่อยู่อาศัยทุกประเภทรวมกัน 309,608 ยูนิต แปลว่าคอนโดคิดเป็นราว 14.2% ของที่อยู่อาศัยทั้งเกาะ
(ตรงนี้ต้องอธิบายให้ชัด เดี๋ยวจะงงกับตัวเลขอาคาร 212,279 หลังที่ผมบอกไปก่อนหน้า สองตัวนี้ไม่ได้ขัดกัน มันคนละหน่วยนับ ทะเบียนที่อยู่อาศัยนับเป็นยูนิต คอนโดตึกเดียวที่มี 300 ห้อง = 300 ทะเบียน แต่ในภาพถ่ายดาวเทียมมันคืออาคาร 1 หลัง ตัวเลขทะเบียน 309,608 จึงมากกว่าตัวเลขอาคาร 212,279 โดยธรรมชาติ ไม่ใช่ตัวใดตัวหนึ่งผิด)
ตัวเลข 14.2% นี้สูงผิดปกติมากสำหรับพื้นที่ต่างจังหวัด อำเภอทั่วไปในประเทศไทยแทบไม่มีคอนโดเลย ที่อยู่อาศัยเกือบทั้งหมดเป็นบ้านกับทาวน์เฮาส์ คอนโดจะกระจุกอยู่แค่ใจกลางเมืองใหญ่กับเมืองท่องเที่ยว
แล้วคอนโดพวกนี้กระจุกอยู่ตรงไหน อำเภอเมืองภูเก็ต 18,805 ยูนิต ถลาง 14,349 ยูนิต กะทู้ 10,800 ยูนิต กระจายเกือบเท่า ๆ กันทั้งสามอำเภอ ไม่ได้กองอยู่แค่ที่เดียว
คำถามคือ คอนโดเกือบ 44,000 ยูนิตบนเกาะที่คนในทะเบียนบ้านแค่สี่แสนกว่า สร้างไว้ให้ใครอยู่
คำตอบมันอยู่ในตัวเลขที่เราเล่าไปแล้ว เงินท่องเที่ยว 92.4% เป็นเงินต่างชาติ และบริษัทในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์บนเกาะ 52.0% ติดธงต่างชาติ คอนโดพวกนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้สร้างไว้ให้คนภูเก็ตอยู่อาศัย มันคือ supply ที่สร้างมารองรับผู้ซื้อและผู้เช่าจากข้างนอก ทั้งซื้อไว้อยู่เอง ซื้อไว้ปล่อยเช่า และซื้อไว้ลงทุน มันคือหน้าตาทางกายภาพของเงินที่ไหลเข้ามาบนเกาะ กลายเป็นตึกให้เราเห็นและนับได้จริง
—
ไฮไลท์ของเรื่องนี้ อยู่ที่ไหนบนเกาะ
เกาะภูเก็ตไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน สามอำเภอมีบุคลิกคนละแบบ
กะทู้–ป่าตอง คือหัวใจของเรื่องนี้ บริษัทติดธงต่างชาติ 47.9% สูงสุดบนเกาะ (ถ้านับเฉพาะที่ยังเปิดดำเนินการอยู่จริง = 43.2%) ซ้อนทับกับความหนาแน่นของโรงแรมและคอนโด เป็นจุดที่เงินจากข้างนอกกับทรัพย์สินบนเกาะมาเจอกันแน่นที่สุด ถ้าจะเห็นภาพนี้ชัดที่สุด ต้องมาที่นี่
เมืองภูเก็ต คือย่านเมืองเก่า เป็นอำเภอที่มีคนในทะเบียนมากที่สุด (253,604 คน) อาคารหนาแน่นที่สุด และมีบริษัทมากที่สุด เคยจดทะเบียนไว้ 31,537 บริษัท ในนั้นยังเปิดดำเนินการจริง 18,208 บริษัท ติดธงต่างชาติ 35.2% (ยังเปิดอยู่ 35.0%) เป็นศูนย์กลางเดิมที่ยังทำหน้าที่เป็นหลังบ้านของทั้งเกาะ
ถลาง คือฝั่งเหนือที่ยังขยายตัว มีสนามบิน มีย่าน Bang Tao–Laguna ที่โครงการใหม่ ๆ ผุดขึ้นต่อเนื่อง ติดธงต่างชาติ 37.1% และถ้าตัดบริษัทที่ตายแล้วออก ก็ยังเป็น 37.1% เท่าเดิม (2,862 จาก 7,705 ราย = 37.14%) เป็นอำเภอเดียวบนเกาะที่สัดส่วนไม่ลดลงเลย ขณะที่กะทู้ร่วงจาก 47.9 เหลือ 43.2 บริษัทที่ยังเปิดอยู่ 7,705 ราย มากกว่ากะทู้ที่มี 5,710 ราย ทั้งที่กะทู้คือป่าตอง เป็นแนวหน้าที่การเติบโตรอบใหม่กำลังเกิดขึ้น
สามอำเภอ สามจังหวะ แต่เล่าเรื่องเดียวกัน — เกาะที่โตด้วยเงินและธุรกิจจากข้างนอก
—
แล้วถ้าผมเป็นคุณ ผมจะอ่านมันยังไง
ถ้าคุณทำอสังหาหรือเป็นนายหน้า คู่แข่งของคุณบนเกาะไม่ได้อยู่ในธุรกิจท่องเที่ยว แต่อยู่ในธุรกิจเดียวกับคุณเป๊ะ ๆ ในหมวดอสังหาริมทรัพย์บนเกาะ บริษัทที่ยังเปิดอยู่ 9,277 ราย ติดธงต่างชาติ 4,827 ราย และถ้าดูเฉพาะกลุ่มตัวแทน-นายหน้าอสังหาฯ ซึ่งบนเกาะมี 2,673 ราย ติดธงต่างชาติ 1,292 ราย = 48.3% เกือบครึ่งของคนที่ยืนอยู่ตำแหน่งเดียวกับคุณ ตลาดหลักคือเงินต่างชาติ 92.4% ไม่ใช่กำลังซื้อในประเทศ การตลาด สัญญา และการตั้งราคา ต้องคิดแบบสองภาษาและสองสกุลเงินตั้งแต่วันแรก
ถ้าคุณปล่อยสินเชื่อธุรกิจหรืออยู่ธนาคาร ประเด็นที่ควรโฟกัสไม่ใช่ธงสัญชาติในทะเบียนของผู้กู้ เพราะช่อง THA/FRN ไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับความสามารถในการชำระหนี้เลย และการเอาไปใช้เป็นเกณฑ์คัดกรองก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำตั้งแต่ต้น ประเด็นจริงคือ รายได้ของธุรกิจเกือบทั้งเกาะผูกอยู่กับ demand ต่างประเทศ และปี 2568 คือปีแรกที่เส้นนั้นหดตัว −5.4% (−28,791 ล้านบาท) ความเสี่ยงของพอร์ตภูเก็ตจึงไม่ใช่กำลังซื้อในประเทศ แต่คือ external shock — ค่าเงิน เศรษฐกิจโลก เส้นทางบิน และนโยบายวีซ่าของประเทศต้นทาง ถ้าจะทำ stress test ควรทดสอบกับสมมติฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติลด ไม่ใช่สมมติฐาน GDP ไทยลด และควรแยกลูกหนี้เป็นสองชั้น เพราะมันจะเจ็บคนละจังหวะ ชั้นบริการนักท่องเที่ยว (โรงแรม 1,340 ราย ร้านอาหาร 2,247 ราย ทัวร์ 1,982 ราย) เจ็บทันทีเมื่อคนมาน้อยลง ส่วนชั้นถือทรัพย์ (อสังหาฯ 9,277 ราย สินทรัพย์รวม 196,902 ล้าน) เจ็บทีหลังแต่หนักกว่า และอัตราการตายของบริษัทบนเกาะนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเล่น 41.6% ของบริษัทที่เคยจดทะเบียนบนเกาะ วันนี้ไม่ได้ดำเนินกิจการแล้ว
—
เหลือคำถามสุดท้าย ที่ยากและสำคัญที่สุด
สมมติคุณเชื่อทุกอย่างที่เล่ามาแล้ว คำถามต่อไปสำหรับคนที่จะลงเงินจริงคือ แล้วบนเกาะนี้ ควรปักหมุดตรงไหน
เพราะนักท่องเที่ยวและเจ้าของคอนโด เขาไม่ได้เดินตามเส้นเขตอำเภอ เขาเดินตามเวลาเดินทาง จากโรงแรมถึงหาด จากคอนโดถึงร้าน กี่นาที พื้นที่ที่ดักคนได้จริงในเวลาที่เขายอมรับ มันล้นข้ามเส้นเขตการปกครองเสมอ และบางทีจุดที่ดีที่สุดก็ไม่ใช่กลางป่าตองที่ค่าที่ดินแพงที่สุด แต่เป็นจุดริมที่ดักคนจากหลายทางพอดี
คำถามนี้ตอบด้วยตาเปล่าไม่ได้ ต้องดูบนแผนที่ที่คำนวณเวลาเดินทางจริงตามถนนจริง
ผมเลยทำแผนที่สามมิติของภูเก็ตขึ้นมา จิ้มจุดไหนบนแผนที่ก็ได้ แล้วมันจะวาดวงให้เห็นว่าจากจุดนั้น คนขับรถมาถึงได้ในกี่นาที วงคร่อมไปถึงไหน มีอะไรอยู่ในวงบ้าง
ถ้าคุณกำลังเล็งทำเลย่านไหนในภูเก็ตอยู่ คอมเมนต์ชื่อย่านไว้ใต้โพสต์ หรือทักมาคุยได้เลยครับ
ข้อมูลจากเพจ DataProteins







