ราชกิจจานุเบกษา คือสิ่งพิมพ์ประเภทวารสารทำหน้าที่เผยแพร่ข่าวสารของประเทศให้ข้าราชการและประชาชนได้รับทราบทั่วถึงกัน ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เนื้อหาในช่วงนั้นมีทั้งประกาศราชสำนัก กฎหมาย เศรษฐกิจ ศาสนา การต่างประเทศ เป็นหนึ่งในสื่อกลางสำคัญระหว่างรัฐกับประชาชน
.
ทั้งนี้ ร่างกฎหมายระดับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) และร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หากผ่านการพิจารณาของรัฐสภาและพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ก็จะเปลี่ยนสถานะเป็นกฎหมายที่จะบังคับใช้กับประชาชนในรัฐ นอกจากนี้ กฎหมายลำดับรอง ระเบียบ ประกาศของหน่วยงานรัฐต่างๆ รวมถึงข้อบัญญัติองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าข้อมูลภาครัฐ “ทุกเรื่อง” จะต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษาเสมอไป ข้อมูลที่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา ไม่ได้มีกฎหมายที่กำหนดให้ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดังเช่นที่พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 กำหนดไว้ ข้อมูลนั้นก็อาจไม่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
.
ราชกิจจานุเบกษา เปรียบเสมือน “กระดานส่วนกลาง” ประกาศข้อมูลจากหน่วยงานรัฐให้ภาคประชาชนรับทราบ เมื่อดูตามหลักกฎหมายอาญา บุคคลจะเอาความไม่รู้กฎหมายมาเป็นข้อแก้ตัวไม่ได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นของราชกิจจานุเบกษาว่า เมื่อกฎหมายอาญาซึ่งกำหนดว่าการกระทำใดที่ผิดและมีโทษในทางอาญาประกาศใช้แล้ว บุคคลจะถูกสันนิษฐานไว้เบื้องต้นก่อนว่าต้องรู้กฎหมายที่ถูกประกาศต่อสาธารณะ
ราชกิจจานุเบกษาแบ่ง 4 ประเภท กฎหมาย-คำวินิจฉัยศาลรธน. ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา
.
หนึ่งในหลักสำคัญทางกฎหมายอาญา คือหลักความไม่รู้กฎหมายไม่เป็นข้อแก้ตัว (ignorantia legis non excusat) โดยปรากฏในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 64 ว่า “บุคคลจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดในทางอาญาไม่ได้ แต่ถ้าศาลเห็นว่า ตามสภาพและพฤติการณ์ ผู้กระทำความผิดอาจจะไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด ศาลอาจอนุญาตให้แสดงพยานหลักฐานต่อศาล และถ้าศาลเชื่อว่า ผู้กระทำไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้” สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นของราชกิจจานุเบกษาว่า เมื่อกฎหมายอาญาซึ่งกำหนดว่าการกระทำใดที่ผิดและมีโทษในทางอาญาประกาศใช้แล้ว บุคคลจะถูกสันนิษฐานไว้เบื้องต้นก่อนว่าต้องรู้กฎหมาย
.
ส่วนในทางแพ่ง แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไม่ได้บัญญัติหลักเรื่องการห้ามอ้างความไม่รู้กฎหมายไว้โดยตรงเหมือนกฎหมายอาญา แต่ก็กำหนดให้ราชกิจจานุเบกษาเป็นช่องทางในการประกาศเรื่องทางแพ่งอันเกี่ยวกับสถานะบุคคลธรรมดาซึ่งอาจผูกพันบุคคลภายนอกให้สาธารณชนรับทราบ เช่น คำสั่งของศาลให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ บุคคลเสมือนไร้ความสามารถ บุคคลล้มละลาย หรือบุคคลสาบสูญ รวมถึงเรื่องเกี่ยวกับนิติบุคคล เช่น ประกาศจัดตั้งหรือประกาศเลิกมูลนิธิ ประกาศจัดตั้งสมาคม รายการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัท เป็นต้น
.
กฎหมายไม่ว่าจะรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) และพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) หรือกฎหมายลำดับรอง เช่น พระราชกฤษฎีกา จะต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้ วันที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ ต้องพิจารณาการกำหนดวันบังคับใช้ของกฎหมายนั้นๆ ซึ่งมีอยู่ 4 รูปแบบหลัก คือ
.
1) บังคับใช้ทันทีในวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา กรณีนี้อาจเป็นกฎหมายเรื่องที่มีความเร่งด่วน จำเป็นต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศหรือประชาชน
2) บังคับใช้วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
3) มีผลบังคับใช้ในอนาคต ซึ่งอาจกำหนดวันที่กฎหมายจะมีผลใช้บังคับไว้ หรือกำหนดให้มีผลบังคับใช้เมื่อพ้นช่วงระยะเวลาหนึ่ง เช่น เมื่อพ้น 180 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งกรณีนี้มักใช้กับกฎหมายที่มีผลกระทบต่อประชาชนและอาจต้องเผื่อเวลาให้หน่วยงานรัฐเตรียมการ
4) กำหนดมีผลใช้บังคับย้อนหลังโดยต้องกำหนดวัน เดือน ปีที่ใช้บังคับชัดเจน และต้องไม่มีลักษณะเป็นการบังคับใช้กฎหมายเป็นโทษย้อนหลังแก่บุคคล
.
ราชกิจจานุเบกษายังเป็นหนึ่งในหลักฐานอ้างอิงสำคัญ สำหรับการศึกษาและค้นคว้าข้อมูลหลากหลายแขนง เช่น นิติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ อักษรศาสตร์ รัฐศาสตร์ เป็นต้น เพราะเป็นแหล่งข้อมูลปฐมภูมิมีความน่าเชื่อถือในแง่ที่มาจากภาครัฐโดยตรง ปัจจุบัน (ปี 2569) ราชกิจจานุเบกษาอยู่ในความรับผิดชอบของกลุ่มงานราชกิจจานุเบกษา สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
.
นอกจากนี้ใน พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 7 ยังกำหนดขอบเขตข้อมูลข่าวสารราชการที่หน่วยงานของรัฐต้องส่งข้อมูลข่าวสารให้ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งประกอบด้วย
1. โครงสร้างและการจัดองค์กรในการดำเนินงาน
2. สรุปอำนาจหน้าที่ที่สำคัญและวิธีการดำเนินงาน
3. สถานที่ติดต่อเพื่อขอรับข้อมูลข่าวสารหรือคำแนะนำในการติดต่อกับหน่วยงานของรัฐ
4. กฎ มติคณะรัฐมนตรี ข้อบังคับ คำสั่ง หนังสือเวียน ระเบียบ แบบแผน นโยบาย หรือการตีความ ทั้งนี้ เฉพาะที่จัดให้มีขึ้นโดยมีสภาพอย่างกฎ เพื่อให้มีผลเป็นการทั่วไปต่อเอกชนที่เกี่ยวข้อง
5. ข้อมูลข่าวสารอื่นตามที่คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการกำหนด
.
โดยรูปแบบการจัดประเภทของราชกิจจานุเบกษา สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่
.
ประเภท ก: ฉบับกฤษฎีกา คือประกาศเกี่ยวข้องกับกฎหมาย เช่น รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด ประกาศอนุมัติหรือไม่อนุมัติพระราชกำหนด กฎหมายลำดับรอง เช่น พระราชกฤษฎีกา ประกาศ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อบัญญัติองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมไปถึงเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่กฎหมายกำหนดให้ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา เช่น คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 75 วรรคท้ายระบุให้มีประกาศคำวินิจฉัยลงในราชกิจจานุเบกษา ประกาศกำหนดวันเลือกตั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้งตามที่พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 12 (1) กำหนดให้ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้น
.
ประเภท ข: ฉบับทะเบียนฐานันดร คือประกาศที่เกี่ยวกับราชสำนักและคณะสงฆ์ เช่น หมายกำหนดการพระราชพิธี ข่าวในพระราชสำนัก พระบรมราชโองการสถาปนาหรือถอดถอนฐานันดรศักดิ์ รายชื่อผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พระบรมราชโองการพระราชทานหรือถอดถอนสมณศักดิ์พระสงฆ์ เป็นต้น
.
ประเภท ค: ฉบับทะเบียนการค้า คือประกาศที่เกี่ยวข้องกับองค์กรทางการค้า เช่น การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด การเปลี่ยนแปลงและเพิกถอนทางทะเบียน เป็นต้น
.
ประเภท ง: ฉบับประกาศและงานทั่วไป คือประกาศที่อยู่นอกเหนือประเภท ก ข และ ค เช่น คำสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด การแต่งตั้งหรือให้ข้าราชการระดับสูงพ้นจากตำแหน่ง เป็นต้น
.
ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอาจกำหนดให้มีราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษหรือเป็นประเภทอื่นเพิ่มได้ตามสมควร ตัวอย่างเช่น ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 1 โดยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2501 ก็กำหนดเป็นฉบับพิเศษ เป็นต้น
.
สำหรับการจัดประเภทประกาศหรือคำสั่งของคณะรัฐประหารว่าเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะอยู่ในประเภทใด ในทางปฏิบัติพบว่า ประกาศหรือคำสั่งของรัฐประหารปี 2494 – 2534 ไม่ได้จัดหมวดหมู่ไว้ในประเภท ก – ประเภท ง แต่ระบุไว้ว่าเป็นฉบับพิเศษ เช่น ประกาศคณะบริหารประเทศชั่วคราว ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2494 คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 แต่เมื่อเข้าสู่การรัฐประหารของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขปี 2549 (คณะปฏิรูปฯ) เริ่มจัดหมวดหมู่ประกาศหรือคำสั่งครั้งแรก ตัวอย่างประกาศที่จัดหมวดเป็นประเภท ก เช่น ประกาศคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 3/2549, ประกาศคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่36/2549 เป็นต้น เมื่อเข้าสู่ช่วงรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จัดประเภทในหมวด ง ตอนพิเศษ ทั้งหมด เช่น ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 14/2557, คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 6/2560 เป็นต้น
.
.
การประกาศใช้กฎหมายสมัยโบราณราวช่วงอยุธยา เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชประสงค์ประกาศสิ่งใด จะให้กองอาลักษณ์จดบันทึกข้อมูลและเรียบเรียงขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อตรวจสอบแก้ไขอีกครั้ง หลังจากนั้นก็พระราชทานให้กับกรมพระสุรัสวดีคัดสำเนาประกาศเขียนด้วยดินสอดำลงในกระดาษข่อย แล้วจึงแจกจ่ายออกไปให้กับกรมกองต่างๆ ไปคัดลอกต่อ ในหัวเมืองจะเป็นหน้าที่ของกรมมหาดไทยคัดสำเนาส่งต่อไปยังหัวเมืองให้กำนันอ่านประกาศต่อประชาชน ส่วนในเมืองกรมเมืองจะคัดสำเนาแล้วส่งให้นายอำเภออ่านประกาศต่อไป
.
สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ศิลปวิทยาการจากต่างประเทศเริ่มเดินทางเข้าสู่สยาม หนึ่งในนั้นคือ “การพิมพ์” ซึ่งพบว่าเข้ามาตั้งแต่ปี 2330 ผ่านผู้เผยแผ่ศาสนาหรือที่เรียกกันว่าคณะมิชชันนารี เป้าหมายหลักของการพิมพ์จึงเป็นไปเพื่อตอบสนองต่อการเผยแพร่คริสตศาสนา
.
ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 การพิมพ์เริ่มเป็นที่เผยเเพร่และได้รับความนิยมมากขึ้น แดเนียล บีช แบรดลีย์ (Daniel Beach Bradley) หรือหมอบลัดเลย์ นายแพทย์และมิชชันนารีจากสหรัฐอเมริกาเดินทางเข้ามายังสยาม พร้อมกับแท่นพิมพ์และตัวพิมพ์ภาษาไทยที่ซื้อต่อจากคณะ London Missionary Society ในระหว่างพักเดินทางที่สิงคโปร์ เขาได้จัดตั้งโรงพิมพ์ที่มีตัวพิมพ์ภาษาไทยได้เป็นแห่งแรกในประเทศชื่อว่า โรงพิมพ์ของคณะอเมริกันบอร์ด ในปี 2378
.
งานพิมพ์ขยายวงกว้างขึ้นในสังคมสยาม ครั้งหนึ่งรัชกาลที่ 3 เคยมีรับสั่งให้หมอบลัดเลย์พิมพ์คำสั่งประกาศห้ามสูบฝิ่นจำนวน 9,000 ฉบับ เป้าหมายของการพิมพ์จึงไม่ได้จำกัดเพียงแค่เผยแพร่ศาสนาอีกต่อไป แต่ใช้เพื่อสนับสนุนงานรัฐบาลด้วย นอกจากนี้ หมอบลัดเลย์ยังทำปฏิทินหรือแม้กระทั่งออกหนังสือพิมพ์เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งในและต่างประเทศอย่างหนังสือพิมพ์บางกอกรีคอร์เดอร์
.
อย่างไรก็ตาม แม้การพิมพ์จะเริ่มแพร่หลาย แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะสามารถตีพิมพ์เผยแพร่ต่อสาธารณะได้ ครั้งหนึ่งโหมด อมาตยกุล มหาดเล็กในรัชกาลที่ 3 พยายามนำกฎหมายตราสามดวงไปตีพิมพ์เป็นหนังสือและออกจำหน่ายแต่รัชกาลที่ 3 มีรับสั่งเก็บหนังสือทั้งหมดไว้ในเจดีย์วัดสระเกศ เพราะเชื่อว่ากฎหมายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ประชาชนจะได้รับทราบกฎหมายหรือประกาศใดๆ โดยผ่านมูลนายของตน
.
ปี 2386 สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎสมมติวงศ์ พระวชิรญาณมหาเถร (เจ้าฟ้ามงกุฎฯ) ซึ่งขณะนั้นยังทรงผนวชอยู่วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงตั้งโรงพิมพ์ภาษาไทยขึ้นมาภายในวัด โดยได้รับคำแนะนำและความช่วยเหลือจากหมอบลัดเลย์ เมื่อเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 จึงทรงตั้งโรงพิมพ์หลวงชื่อว่า “โรงอักษรพิมพการ” เมื่อปี 2401 เป็นอาคารตึก 2 ชั้น ใกล้พระที่นั่งภาณุมาศจำรูญ ภายในเขตพระราชฐานชั้นกลาง พระบรมมหาราชวัง และให้มีการจัดพิมพ์ราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการ วัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลอย่างถูกต้องไม่เกิดผลเสียแก่บ้านเมือง ดังปรากฏความอยู่ในพระราชประสงค์ตอนหนึ่งว่า
.
“…อนึ่งถ้าเหตุแลการในราชการแผ่นดินประการใด ๆ เกิดขึ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินแลเสนาบดีพร้อมกันบังคับไปอย่างไร บางทีก็จะเล่าความนั้นใส่มาในหนังสือราชกิจจานุเบกษานี้บ้าง เพื่อจะให้รู้ทั่วกันมิให้เล่าฦๅผิด ๆ ไปต่าง ๆ ขาด ๆ เกิน ๆ เปนเหตุให้เสียราชการแลเสียพระเกียรติยศแผ่นดินได้…”
.
เนื้อหาสิ่งที่เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาในสมัยรัชกาลที่ 4 นั้น พบว่ามีทั้งส่วนที่เป็นกฎหมายและแนวปฏิบัติต่างๆ เช่น ประกาศพระราชนิยม พระราชบัญญัติการพระราชทานนามสถานที่ อัตราค่าธรรมเนียม ประกาศว่าด้วยลักษณะความสำหรับตุลาการและผู้มีคดีความ ประกาศลักษณะการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ประกาศเตือนสติแก้ไขการใช้ถ้อยคำผิด การใช้อักษรและคำพูดในหนังสือราชการ อีกทั้งข่าวในพระราชสำนักทั้งฝ่ายวังหลวงวังหน้าและข่าวราชการ เช่น แต่งตั้งข้าราชการ ปริมาณน้ำฝน พระราชนิพนธ์ที่ทรงเห็นว่าประชาชนควรรู้ เป็นต้น ซึ่งการตีพิมพ์อยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิดด้วยพระองค์เอง
.
ต่อมารัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 การจัดพิมพ์ราชกิจจานุเบกษามีลักษณะไม่ต่อเนื่องนัก เนื่องจากมีการยุติการพิมพ์ไป 2 ครั้ง ทำให้มีการเริ่มนับเล่มที่ 1 ใหม่ ในรัชสมัยนี้เริ่มปรากฏการจัดประเภทราชกิจจานุเบกษาเป็น 3 ประเภท ได้แก่
.
ส่วนราชการแผ่นดิน เช่น พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา ประกาศ กฎกระทรวง พระบรมราชโองการ ข่าวการเสียชีวิตของเหล่าข้าราชการ รายงานน้ำฝนต้นข้าว ประวัติข้าราชการ เป็นต้น
.
ส่วนพระมหากษัตริย์ เช่น ข่าวในพระราชสำนัก หมายกำหนดการพระราชพิธี พระบรมราโชวาท พระราชดำรัส การเสด็จประพาส การเสด็จพระราชดำเนิน เป็นต้น
.
ส่วนการพระศาสนา เช่น การพระราชทานสมณศักดิ์ การแต่งตั้งเจ้าคณะ การพระราชทานวิสุงคามสีมา รายงานการจัดการผลประโยชน์และทะนุบำรุงวัดของไวยาวัจกร เป็นต้น
.
เมื่อเข้าสู่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ช่วงแรกได้มีการแบ่งหมวดเนื้อหาออกเป็น 2 แผนกคือ แผนกกฤษฎีกาและแผนกราชกิจจา จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 เนื้อหาประกาศในราชกิจจานุเบกษาแบ่งได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่
.
ข่าวในพระราชสำนัก เนื้อหามุ่งเน้นการให้รายละเอียดเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในงานพระราชพิธีต่างๆ ทั้งพระราชพิธีตามส่วนราชประเพณี เช่น พระราชพิธีสงกรานต์ และพระราชพิธีศรีสัจจปานกาล (ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา) การเสด็จออกประทับในโอกาสสำคัญ ทั้งการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญรางวัล การเสด็จออกเพื่อโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ตลอดจนพระราชพิธีอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับราชสำนักทั้งหมด
.
ประกาศพระบรมราชโองการในเรื่องต่างๆ เช่น ประกาศเปลี่ยนชื่อหน่วยงานและชื่อตำแหน่งในกรมทหารเรือ ประกาศเกี่ยวกับพระราชบัญญัติและพระราชกฤษฎีกา ประกาศพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือบรรดาศักดิ์และประกาศข้อบังคับอื่นๆ ที่สำคัญ
.
ประกาศและเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงหรือกรมต่างๆ เช่น ประกาศกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ
ประกาศกรมรถไฟหลวงแห่งกรุงสยาม รายงานกระทรวงธรรมการ บัญชีรายงานน้ำฝนประจำเดือน เป็นต้น
.
ข่าวสารเหตุการณ์สำคัญหรือข่าวทั่วไป เช่น การเสด็จพระราชดำเนินไปประทับแรมหรือแปรพระราชฐาน ข่าวเหตุการณ์สำคัญอย่างเหตุเพลิงไหม้ รวมถึงข่าวการถึงแก่กรรมของบุคคลสำคัญ ตั้งแต่ข่าวสิ้นพระชนม์ ข่าวอนิจกรรม ข่าวมรณภาพ ข่าวการเสียชีวิตและข่าวพระราชทานเพลิงศพ ซึ่งจะบอกเล่าชีวประวัติเอาไว้ด้วย
.
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 คำว่า “ราชกิจจานุเบกษา” ก็ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2475 ในฐานะเครื่องมือของการประกาศใช้กฎหมาย โดยปรากฏในมาตรา 38 ว่า
.
มาตรา 38 เมื่อสภาผู้แทนราษฎรได้ร่างพระราชบัญญัติขึ้นสำเร็จแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยและเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ท่านให้ใช้เป็นกฎหมายไว้
.
ต่อมาสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทย ในรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยนามประเทศ พุทธศักราช 2482 กำหนดบทบัญญัติในมาตรา 2 ว่า
.
มาตรา 2 ให้ใช้รัฐธรรมนูญนี้ ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
.
ภายหลังมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2489 ระบุบทบาทราชกิจจานุเบกษาเพิ่มเติมว่า
.
“มาตรา 20 ร่างพระราชบัญญัติซึ่งรัฐสภาได้ทำขึ้นเสร็จแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลง พระปรมาภิไธย และเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ “
.
นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2489 เป็นต้นมา รัฐธรรมนูญหลายฉบับจะกำหนดหลักการไว้ว่า ร่างกฎหมายจะมีสถานะเป็นกฎหมายเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว แต่กฎหมายจะบังคับใช้เมื่อใดก็ขึ้นอยู่กับการกำหนดในแต่ละฉบับ เช่น พ.ร.บ.การค้าข้าว พุทธศักราช 2489 บังคับใช้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา กล่าวคือ กฎหมายประกาศเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2489 มีผลบังคับใช้วันที่ 9 พฤษภาคม 2489 หรือ พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 15 พฤศจิกายน 2499 แต่บังคับใช้กฎหมายวันที่ 1 มกราคม 2500 เป็นต้น
.
อ้างอิง
ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธุ์. (2567). คำอธิบายหลักพื้นฐานของกฎหมายเอกชน (พิมพ์ครั้งที่ 3). วิญญูชน.








