วันก่อนได้เห็นคนนำ “แผนที่บริเวณจังหวัดภูเก็ต ฉบับราชบัณฑิตยสถาน” (แผนที่โบราณช่วงต้น-กลางศตวรรษที่ 20) มาโพสต์ลงในโซเชียล
มีจุดสังเกตชวนว้าวหลายแห่งที่ชื่อดั้งเดิมแตกต่างจากปัจจุบัน เช่น
หาดฟรีด้อมในอดีตคือ แหลมไม้ง้าว, หาดกะรน เขียนว่า อ่าวกะรอน, และสุดเกาะสิเหร่มีชื่อว่า แหลมพับผ้า
แต่จุดหนึ่งที่สะดุดตาและมีคนเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างน่าสนใจ คือชื่อ
“บ้านเก็ตโฮ่” ในหุบเขากะทู้
มีผู้ให้ความเห็นท่านหนึ่งสันนิษฐานไว้น่าสนใจว่า
แล้วกร่อนเหลือ “กีบโห” (急河) จนเพี้ยนมาเป็น “เก็ตโฮ่” ในที่สุด
ประเด็นนี้จุดประกายให้เกิดการสืบค้นต่อ และพบว่าในหุบเขาแห่งเหมืองแร่ดีบุกแห่งนี้ ชื่อ “เก็ตโฮ่” อาจมีเรื่องเล่าซ้อนทับกันอยู่มากกว่าหนึ่งมิติ…
———————————————————
บทสนทนาในกลุ่มภาษาท้องถิ่นภูเก็ตและฮกเกี้ยน Penang hokkien dictionary, M.O.E. taiwan dictionary, embree dictionary, maryknoll dictionary, Wiktionary และการวิเคราะห์เชิงนิรุกติศาสตร์ส่วนบุคคล
ไม่ใช่ข้อสรุปประวัติศาสตร์ที่ยุติแล้ว โปรดใช้ความระมัดระวังวิจารณญาณอย่างรอบคอบในการนำไปอ้างอิง
———————————————————
เมื่อลองนำหลักภาษาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ชุมชน และสภาพภูมิศาสตร์มาวิเคราะห์ร่วมกัน
เราอาจมองเห็นที่มาของชื่อนี้ได้ถึง 3 ทางเลือก:
ภูมิประเทศของกะทู้เป็นแอ่งกระทะโอบล้อมด้วยเทือกเขาสูง ในฤดูมรสุม น้ำป่าจะไหลหลากลงสู่ลำห้วยอย่างรวดเร็วและเชี่ยวมาก การตั้งชื่อว่า Kip-hô (กีบโห) ตามสภาพธรรมชาติจึงสมเหตุสมผลเชิงกายภาพ
ในภาษาฮกเกี้ยน คำว่า 急 (Kip) สะกดด้วยแม่กบ (-p) ซึ่งการจะกลายเสียงข้ามแม่สะกดมาเป็นแม่กด (-t) ในคำว่า ‘เก็ต’ นั้น อาจต้องผ่านการเพี้ยนเสียงของคนต่างภาษาพอสมควร
————
เคยมีคนท้องถิ่นเล่าไว้ในกลุ่มภาษาฯว่า “เคยถามพ่อ พ่อบอกว่าหมายถึง “รักใคร่ร่วมมือสามัคคีกัน”
ซึ่งในภาษาจีนฮกเกี้ยน คำว่า 吉和 (Kiat-hô) แปลตรงตัวว่า “สิริมงคลและความสมานฉันท์/สันติสุข” (คำว่า 和 เป็นรากศัพท์ของคำว่า 和睦-รักใคร่กลมเกลียว และ 和平-สันติภาพ)
กะทู้เคยเป็นสมรภูมิความขัดแย้งของขบวนการอั้งยี่เพื่อแย่งชิงสายน้ำทำเหมือง เมื่อยุติศึกและเจรจาสันติภาพ การตั้งชื่อชุมชนด้วยมงคลนามว่า “吉和 (เกียดโห)” จึงเป็นธรรมเนียมจีนเพื่อเตือนใจให้คนต่างแซ่อยู่ร่วมกันอย่างสามัคคี แถมการออกเสียง Kiat-hô ยังตรงกับสำเนียงพูดดั้งเดิมของคนเฒ่าคนแก่ภูเก็ตที่เรียก “เกียด-โห” แบบเป๊ะๆ
————
อย่าลืมว่าก่อนยุคเหมืองแร่ ดินแดนภูเก็ตมีชนพื้นเมืองชาวเลและชาวมลายูอาศัยอยู่มาก่อน และภาษามลายูมีอิทธิพลในแถบภาคใต้ของไทยสูงตั้งแต่โบราณ
เช่นเดียวกับคำว่า ‘กะทู้’ ที่มีข้อสันนิษฐานแยกเป็น 2 สายอย่างน่าสนใจ
ในทำเลของ “เก็ตโฮ่” ก็เช่นกัน เป็นไปได้ว่าอาจมีชื่อภาษามลายูดั้งเดิมที่เรียกตามต้นน้ำเชิงเขา (เช่น Kaki Hulu)
แล้วชาวจีนฮกเกี้ยนจึงเลือกใช้อักษรจีนมงคลที่ออกเสียงพ้องจองกันอย่าง 吉和 (Kiat-hô) มาตั้งเป็นชื่อชุมชน เพื่อผูกโยงทั้งทำเลดั้งเดิมและสิริมงคลเข้าด้วยกัน
มีตัวอย่างชื่อเมืองในมาเลเซียที่ใช้ทางเลือกแบบนี้ เช่น Kuala Lumpur เป็น 吉隆坡 (Kiat-liông-pho)
———————————————————
เรื่องราวของชื่อ “เก็ตโฮ่” สอนบทเรียนเรื่องการศึกษาประวัติศาสตร์ให้เราได้อย่างลึกซึ้ง
ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มักไม่มี “คำตอบสำเร็จรูปเพียงหนึ่งเดียว” มันเหมือนนิทาน “ตาบอดคลำช้าง”
และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ความเห็นต่าง แต่คือการทำตัวเป็น “แก้วน้ำที่คว่ำไว้” ที่ปฏิเสธการตั้งคำถามและมองว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องไร้สาระ รวมทั้งยึดมั่นในความคิดตนเองจนไม่รับฟังมุมมองอื่น
หรืออีกมุมหนึ่งคือการ “ลืมหลักกาลามสูตรสิบอย่าง” เช่น
ยกตัวอย่างเช่น ขนาดคำว่า บางเหนียว หลายคนยังเคยคิดว่ามาจาก ดินเหนียว ทั้งที่รากศัพท์แท้จริงคือ บ่างเหลี่ยว – 網寮 ที่แปลว่าเพิงตากอวนของชาวประมง!)
———————————————————
ไม่ว่าสุดท้ายแล้ว “เก็ตโฮ่” จะเริ่มต้นมาจากสายน้ำอันเชี่ยวกราก, ความปรารถนาในความสมานฉันท์ของชาวเหมือง, หรือร่องรอยของภาษาบรรพชนมลายู…
ทุกทฤษฎีล้วนเป็นหลักฐานยืนยันว่า แผ่นดินภูเก็ตแห่งนี้ไม่ได้สร้างขึ้นจากความว่างเปล่า แต่ก่อร่างขึ้นจากหยาดเหงื่อ เลือดเนื้อ และการหลอมรวมทางวัฒนธรรมที่งดงามของบรรพบุรุษเราทั้งสิ้นครับ
ข้อมูลและภาพ จากเพจ ธรรมรัตน์ ชื่นพิมลชาญกิจ







