ภาคเอกชนภูเก็ต ห่วงสถานการณ์ไทย–กัมพูชา ไม่ต้องการให้บานปลาย หวั่นกระทบภาพลักษณ์ประเทศและการท่องเที่ยว พร้อมเสนอให้ใช้เวที ASEAN และการทูตแทนการเผชิญหน้า
นายวีรวิชญ์ เครือสมบัติ ประธานชมรมสถานบันเทิงป่าตอง ตัวแทนภาคธุรกิจท่องเที่ยวสถานบันเทิงในจังหวัดภูเก็ต ได้ออกมาแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชาที่มีรายงานข่าวกรณีชายแดนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมระบุว่าไม่ต้องการเห็นความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะในช่วงการค้าการท่องเที่ยวระหว่างกันต้องอาศัยความสงบ ไม่ใช่ความรุนแรง ภูเก็ตเองมีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะในภาคบริการ แม้สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนจะอยู่ห่างจากภูเก็ต แต่ภาคเอกชนยอมรับว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองระหว่างประเทศอาเซียนย่อมกระทบภาพรวมการค้า การลงทุน และความเชื่อมั่น
.
ส่วนการที่ภาครัฐ กำหนดเวลาเปิด–ปิดด่านชายแดนอย่างมีระบบ กลับถูกมองในเชิงบวก เพราะช่วยให้หน่วยงานความมั่นคงและศุลกากรสามารถบริหารจัดการแรงงานข้ามแดนและการเคลื่อนย้ายสินค้าได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ทุกฝ่ายรู้เวลาทำงาน ลดปัญหาความเข้าใจผิดและลักลอบ พร้อมย้ำว่าประเทศไทยและกัมพูชา เป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมมายาวนาน ทั้งในด้านการท่องเที่ยว การค้า และแรงงาน จึงอยากเห็นทั้งสองประเทศใช้ ช่องทางทางการทูต และความร่วมมือระดับภูมิภาค ASEAN ในการลดความตึงเครียด แทนการเผชิญหน้าหรือการใช้กำลัง เพราะไม่ต้องการให้บานปลาย หวั่นกระทบภาพลักษณ์ประเทศและการท่องเที่ยว
.
ขณะที่ ท่ามกลางกระแส Pride Month ที่ขับเคลื่อนกิจกรรมหลากสีทั่วเกาะภูเก็ต หนึ่งในพลังสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามคือบทบาทของกลุ่ม LGBTQIAN+ในการผลักดัน ความปลอดภัย ความเท่าเทียม พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ให้ภูเก็ตเป็นเมืองปลอดภัย สำหรับนักท่องเที่ยวทุกเพศ ทุกเชื้อชาติ โดยเฉพาะในฐานะ Soft Power ที่มีผลต่อภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยวระดับโลก ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ต้องการสร้างภูเก็ตเป็น Pride Destination ระดับนานาชาติ โดยอาศัยคุณค่า ปลอดภัย เท่าเทียม เป็นมิตร ซึ่งจะดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพจากยุโรป อเมริกา และอาเซียน ขณะที่ รัฐบาล คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจจาก rainbow tourismเพิ่มนักท่องเที่ยว LGBTQIAN+ ประมาณ 4 ล้านคน/ปี และสร้างรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 65 ล้านบาท
ภาพ/ข่าว – NBT ภูเก็ต







