ด้วยความที่ มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ไทยแลนด์เบียนนาเล่ 2025 ที่กำลังจะจัดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ต ในช่วงปลายปีนี้ เป็นการจัดงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติครั้งที่ 4 ของประเทศไทย และนอกจากการมาชมงานมหกรรมศิลปะจะเป็นเป้าหมายหลักอันสำคัญของแขกผู้มาเยี่ยมชมแล้ว การลองลิ้มชิมรสอาหารท้องถิ่นรสดีก็เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ในตอนนี้เราจึงอยากถือโอกาสแนะนำเมนูขนมหวานท้องถิ่นขึ้นชื่อ 4 อย่าง ของภูเก็ตให้ได้ไปลองเสาะหามาทานกัน
อย่างแรกคือ อั่งกู๊ หรือ ขนมเต่า เป็นขนมทรงกลมโค้งสีแดง คล้ายกระดองเต๋า ถึงแม้จะไม่มีหัวมีขา แต่ด้านบนจะมีลวดลายคล้ายกระดอง และพิมพ์ตัวหนังสือคำว่า “ซิ่ว” ซึ่งมีความหมายถึงอายุยืน ส่วนชื่อขนมมาจากการผสมผสานคำว่า อัง ซึ่งหมายถึง สีแดง ที่เป็นสีมงคลในวัฒนธรรมจีน ส่วนคำว่า “กู๊” หมายถึง “เต่า” ซึ่งแปลได้อีกความหมายว่า ยาวนาน ยั่งยืน ตัวขนมทำจากแป้งข้าวเหนียวนวดกับน้ำ น้ำมันพืช น้ำตาล ใส่ไส้ถั่วทอง มักนิยมใช้เป็นขนมในเครื่องไหว้บวงสรวงในพิธีต่างๆ โดยเฉพาะงานรับขวัญเด็กเกิดใหม่นั่นเอง
อย่างที่สองคือ โอ้เอ๋ว บางคนเรียกว่า โอ๊ะเอ๋ว อาหารท้องถิ่นของจังหวัดภูเก็ต และจังหวัดอื่นๆ ใกล้เคียง ที่ทำมาจากวุ้นเมล็ดโอ้เอ๋ว หรือเมล็ดอ้ายอวี้ พืชจำพวกมะเดื่อชนิดหนึ่ง โดยนำเมล็ดโอ้เอ๋วเล็กๆ นำไปแช่น้ำจนเกิดเป็นวุ้น บางตำราก็ใช้หยวกกล้วยน้ำว้านำไปแช่น้ำ นำมาผสมกันทำเป็นวุ้นโอ้เอ๋ว ทานกับถั่วแดงต้ม น้ำเชื่อม บางทีก็ใส่แตงโม วุ้นโอ้เอ๋วมีสรรพคุณแก้ร้อนใน กระหายน้ำ ในตำนานมีเรื่องเล่าว่า กระบวนการทำโอ้เอ๋วนั้นเป็นสูตรเฉพาะของต้นตำรับ แม้กระทั่งลูกของแม่ครัวผู้ทำขนมก็ไม่มีโอกาสได้เห็นวิธีการปรุงขนมชนิดนี้ เพราะจะถูกทำในห้องนอนปิดมิดชิด ด้วยกลัวลูกจะเอาสูตรขนมไปบอกวิธีทำให้แก่ชาวบ้าน หากแต่ในภายหลังสูตรนี้ก็ถูกเผยแพร่ไปทั่วจวบจนปัจจุบันแล้ว
อย่างที่สามคือ ตูโบ้ หรือ ตูโบ้เจียเจียะ ตูโบ้ นั้นแปลตามตัวว่า “แม่หมู” ส่วน “ตูโบ้เจียเจียะ” นั้นหมายถึงเรากำลังทานน้ำนมจากแม่หมู ที่เรียกแบบนี้ก็เพราะ เป็นลักษณะของหวานแบบรวมมิตร ที่เอาของกินหลายอย่างมาต้มรวมกันเหมือนต้มอาหารให้แม่หมูกิน ทั้งถั่วแดงเมล็ดเล็ก (ที่คนภูเก็ตเรียกว่า “ถั่วย้อแย้”), มันเทศ, เผือก (ที่คนภูเก็ตเรียกว่า “หัวบอน”) และแป้งมันสำปะหลัง (คนภูเก็ตเรียกว่า “แป้งตั่วจูหุ้น”) ต้มรวมกันในน้ำกะทิ เติมน้ำตาลและเกลือให้พอมีรสหวานเค็ม แล้วทานร้อนๆ หรือเติมน้ำแข็งให้เย็นฉ่ำก็ได้
อย่างสุดท้ายคือ บีโกหมอย ชื่ออาจฟังดูแปลกหู แต่ไม่ได้สื่อถึงเรื่องที่เราคิดกันหรอกนะ เพราะชื่อนี้มีความหมายจากคำสองคำในภาษาจีนฮกเกี้ยนประกอบกัน คำว่า “บีโก” นั้นแปลว่า “ข้าวเหนียวดำ” ส่วนคำว่า “หมอย” หมายถึง “ข้าวต้ม” นำมารวมกันเป็นชื่อขนมชนิดนี้ ซึ่งจริงๆ ขนมชนิดนี้เป็นขนมชนิดเดียวกันกับที่มีในภาคอื่นทั่วประเทศรวมถึงภาคกลาง ที่หลายคนคุ้นเคยกันในชื่อ ข้าวเหนียวดำราดน้ำกะทิ นั่นแหละ แต่พอมาอยู่ในภูเก็ต ขนมชนิดนี้จะมีความเกี่ยวพันกับพิธีกรรมประเพณีของจีนอย่าง พิธีศพ โดยขนมชนิดนี้มักจะถูกแจกจ่ายให้ลูกหลานของผู้ล่วงลับ หรือแขกที่มาร่วมงานในวันสุดท้ายก่อนฌาปนกิจหรือปลงศพในวันรุ่งขึ้น โดยมีนัยยะสื่อถึงความหวังในการอวยพรให้ลูกหลานของผู้ล่วงลับเกิดความรักใคร่สมานสามัคคีกันในวงตระกูลนั่นเอง
มิตรรักแฟนศิลปะที่จะเดินทางไปภูเก็ตท่านใดเป็นคอขนมหวาน ก็ลองตามกันไปหามาชิมกันได้ตามอัธยาศัย.
ข้อมูล อาจารย์ลิขิต หล้าแหล่ง ครูชำนาญการพิเศษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสตรีภูเก็ต กรรมการศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยต้าวโบ้เก้ง และผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัดภูเก็ต
ภาพประกอบ :
– อั่งกู๊ หรือ ขนมเต่า – seabridge
– โอ้เอ๋ว – อีจัน ลั่นทุ่ง
– ตูโบ้ – จี้เพ็ก สองแม่ลูกเข้าครัว
– บีโกหมอย – Channel J EatGuide







