นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 80
⸻
ไทยยืนยันความมุ่งมั่นต่อพหุภาคีนิยมและการสร้างความเป็นเอกภาพของประชาคมโลก เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปีสหประชาชาติ ไทยชี้ว่าโลกยังต้องการสหประชาชาติ แต่จำเป็นต้องปรับตัวให้ทันยุคสมัย ภายใต้แนวคิด “พัฒนาไปด้วยกัน” (Better Together) และเห็นว่าสหประชาชาติจะแข็งแกร่งที่สุดเมื่อทุกประเทศทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว
ไทยสนับสนุนการปรับปรุงสหประชาชาติในทุกมิติ โดยเฉพาะการปฏิรูปคณะมนตรีความมั่นคงให้มีความโปร่งใส รับผิดชอบ และพร้อมรับมืออนาคต รวมทั้งสนับสนุนโครงการ “UN 80” เพื่อทำให้สหประชาชาติเชื่อมโยงกับประชาชนทั่วโลกอย่างแท้จริง
⸻
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไทยแสดงบทบาทเป็นผู้สร้างสันติภาพในภูมิภาค ทั้งการส่งกองกำลังรักษาสันติภาพไปปฏิบัติหน้าที่ทั่วโลก การกวาดล้างทุ่นระเบิดในประเทศกว่า 99% และการให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยจากเมียนมามาเป็นเวลาหลายทศวรรษ
ในประเด็นสถานการณ์ชายแดน ไทย-กัมพูชา เป็นสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ และไม่เป็นผลดีต่อทั้งสองประเทศที่มีสันติภาพและความมั่งคั่งเชื่อมโยงกัน ไทยแสดงความผิดหวังต่อถ้อยแถลงของผู้แทนกัมพูชาในที่ประชุม UN ซึ่งยังคงพยายามแสดงตนเป็นผู้ถูกกระทำและบิดเบือนข้อเท็จจริง
รัฐมนตรีฯ กล่าวว่า ผู้ที่เป็นเหยื่อที่แท้จริง คือทหารไทยที่สูญเสียขาจากกับระเบิด เด็กที่โรงเรียนถูกยิงถล่ม และพลเรือนผู้บริสุทธิ์ที่ถูกจรวดกัมพูชายิงขณะจับจ่ายซื้อของ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งวัน ตนได้หารือกับรัฐมนตรีกัมพูชาที่สหประชาชาติในเรื่องสันติภาพ การเจรจา และการสร้างความไว้วางใจ รวมถึงการหารืออย่างไม่เป็นทางการ 4 ฝ่ายที่สหรัฐฯ จัดขึ้น และได้ชื่นชมประธานาธิบดีทรัมป์ที่มุ่งมั่นต่อสันติภาพ แต่สิ่งที่กัมพูชากล่าวในที่ประชุมกลับตรงข้ามกับที่พูดคุยกัน เผยให้เห็นเจตนาที่แท้จริงของกัมพูชา
ไทยระบุว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มต้นความขัดแย้ง โดยพยายามขยายข้อพิพาทชายแดนให้เป็นปัญหาระดับชาติและผลักดันให้กลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศ หมู่บ้านที่กัมพูชากล่าวอ้างตั้งอยู่ในดินแดนไทย เกิดจากการที่ไทยตัดสินใจด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรมในปลายทศวรรษ 1970 เปิดพรมแดนรับผู้ลี้ภัยกัมพูชาหลายแสนคน แม้สงครามจะสิ้นสุดและศูนย์พักพิงถูกปิด หมู่บ้านเหล่านี้กลับขยายตัวต่อเนื่อง และแม้ไทยทักท้วงหลายครั้ง กัมพูชาก็เพิกเฉยต่อการแก้ไขการรุกล้ำ
เมื่อกัมพูชากลับคืนสู่สันติหลังข้อตกลงปารีสปี 1991 ไทยยังคงช่วยฟื้นฟูประเทศ สร้างบ้าน ถนน และโรงพยาบาล เพราะเห็นว่าสันติภาพในกัมพูชาเป็นผลประโยชน์ร่วมของทั้งสองชาติ
รัฐมนตรีฯ เน้นว่าการหยุดยิงตามแนวชายแดนยังคงเปราะบาง และกัมพูชายังคงยั่วยุ เช่น การระดมพลเรือนเข้ามาในเขตไทย การยิงใส่ทหารไทย (เกิดหลายครั้งตั้งแต่ 23 กันยายน รวมถึงวันกล่าวถ้อยแถลง) และการส่งโดรนสอดแนมข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยและข้อตกลงหยุดยิงที่ปุตราจายา มาเลเซีย รวมถึงที่ยืนยันอีกครั้งในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทวิภาคี
ไทยยืนยันว่าจะพยายามหาทางออกโดยสันติวิธี แต่ในขณะเดียวกันจะปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนอย่างเด็ดขาด พร้อมเรียกร้องให้กัมพูชาร่วมมือแก้ไขปัญหาผ่านกลไกที่มีอยู่ ไทยเลือกเส้นทางแห่งสันติภาพ เพราะเชื่อว่าประชาชนทั้งสองประเทศสมควรได้รับ แต่ตั้งคำถามว่ากัมพูชามีเจตนาจริงที่จะร่วมกันรักษาสันติภาพหรือไม่
⸻
ในฐานะสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน (2568–2570) และประธานคณะกรรมการที่สามของสมัชชาใหญ่ ไทยมุ่งมั่นส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิของสตรี เด็กผู้หญิง ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส
ไทยเสนอ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน เน้นความสมดุล ความยืดหยุ่น และความพอเพียง พร้อมสนับสนุนสิทธิด้านสุขภาพ ผ่านระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน
ไทยผลักดันระบบการพัฒนาที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลางและครอบคลุมทุกคน เสริมสร้างพันธมิตรเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมทั้งพาเยาวชนเข้าร่วมคณะผู้แทนสหประชาชาติ เพื่อให้พวกเขามีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตตามที่ตนต้องการ
ไทยมุ่งมั่นเสริมสร้างความร่วมมือ อาเซียน–สหประชาชาติ เพื่อนำเสียงของภูมิภาคไปสู่เวทีโลก และให้สหประชาชาติเป็นพลังขับเคลื่อนสันติภาพและการพัฒนาอย่างแท้จริง







