เพื่อนชาติพันธุ์ภาคใต้อยู่ที่ไหนกันบ้าง ?
.
1. กลุ่มภูมิเนิเวศชาติพันธุ์ฝั่งทะเลอันดามัน 5 จังหวัด 46 ชุมชน ที่รัฐเคยเรียกรวมๆกันว่า “ไทยใหม่” หรือหลัง มติ ครม.ฯ 2553 เรียกใหม่ว่า กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล อันประกอบด้วยชนเผ่าที่เรียกตัวเองว่า อุรักลาโว้ย มอแกน และมอแกลน
#ชาติพันธุ์อูรักลาโว้ย
การตั้งถิ่นฐาน
ประวัติศาสตร์ของชาวเล ชนเผ่าอุรักลาโว้ย (อุรัก = คน / ละโว้ย,ลาโวจ = ทะเล) เคยอาศัยอยู่บริเวณชายเทือกเขา “ฆุนุงฌึไร” ในรัฐไทรบุรี หรือรัฐเกอดะห์ ในประเทศมาเลเซียปัจจุบันก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากการยึดครองและแบ่งปันอาณานิคมเมื่อ 700 ปีก่อน ทำให้ชนเผ่าอุรักลาโว้ยต้องอพยพสู่เกาะต่างๆของอันดามัน
“เกาะลันตา” เป็นแผ่นดินแรกที่ชาวเลมาบุกเบิกตั้งถิ่นฐาน วิถีบรรพบุรุษ จะมีการออก “บาฆั๊ด” (การล่อง “ปราฮู”หรือเรือไปพักตามอ่าวต่างๆในช่วงหน้าแล้ง) เมื่อใกล้หน้ามรสุม ก็จะกลับมาที่เกาะลันตา ช่วงมรสุมก็หากินริมชายฝั่ง ปลูกข้าวไร่และทำสวนผสมไว้กิน ยุคต่อมาเมื่อชาวอุรักลาโว้ยได้สำรวจพื้นที่เหมาะสมในการตั้งถิ่นฐานถาวร จึงมีการ กระจายตัวไปตั้งชุมชนอยู่ตามชายฝั่งในเกาะต่างๆของอันดามัน เป็นที่มาของ “ดาโต๊ะ”ทั้ง 7 เป็นบรรพชนคนแรกที่ไปบุกเบิกตั้งถิ่นฐาน ซึ่งหลายร้อยปีต่อมา ด้วยการเข้าไม่ถึงโอกาสการครอบครอง ชุมชนชนเผ่าอุรักลาโว้ยจึงถูกเบียดขับให้มาอยู่เป็นหย่อมเล็กตามแหลมหรืออ่าวต่างๆ บางชุมชนก็ถูกคนเมืองออกเอกสารสิทธิ์ทับ บางชุมชนก็ถูกรัฐประกาศเขตอนุรักษ์ทับ
ชาวเลอุรักลาโว้ยได้เคยเข้าเฝ้าในหลวงรัชกาลที่ 9 และ “สมเด็จย่า” ได้รับพระราชทานนามสกุลและที่ดินก็หลายที่ แต่ด้วยไร้ความรู้ก็เข้าไม่ค่อยถึงโอกาสต่างๆที่จะทำให้ดำรงวิถีชีวิตอย่างมั่นคง แม้กระทั่งบัตรประชาชนยังมีกันไม่ครบ
ปัจจุบัน ชนเผ่าอุรักลาโว้ย จำนวน 6000 คน บุกเบิกอาศัยตั้งถิ่นฐานถาวร ทั้งหมด 16 ชุมชน 9 ตำบล 6 อำเภอ ใน 3 จังหวัด อันประกอบด้วย….
– จังหวัดสตูล อำเภอเมือง ได้แก่ ชุมชนชาวเลเกาะหลีเป๊ะ เกาะอาดัง ตำบลเกาะสาหร่าย อำเภอละงู ได้แก่ ชุมชน เกาะบุโหลน ตำบลปากน้ำ
– จังหวัดกระบี่ อำเภอเกาะลันตา ได้แก่ ชุมชนโต๊ะบาหลิว ในไร่ คลองดาว ตำบลศาลาด่าน ชุมชน สังกะอู้ ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเมือง ได้แก่ ชุมชน เกาะพีพี (แหลมตง) ตำบลอ่าวนาง อำเภอเหนือคลอง ได้แก่ ชุมชน มู่ตู,บ้านเกาะจำ,กลาโหม,ติงไหร,บ้านกลาง ตำบลเกาะศรีบอยา
– จังหวัดภูเก็ต อำเภอเมือง ได้แก่ ชุมชน ราไวย์ ตำบลราไวย์ ชุมชน สะปำ ตำบลเกาะแก้ว ชุมชน แหลมตุ๊กแก (เกาะสิเหร่) ตำบลรัษฎา
ชาติพันธุ์ “มอแกลน”
การตั้งถิ่นฐาน
บรรพบุรุษที่ชาวเลมอแกลนนับถือสูงสุด คือ.. “พ่อตามสามพัน” ซึ่งเป็นไปตามคำบอกเล่าที่สืบทอดสู่ผู้นำรุ่นต่อรุ่น มานับ 13 ชั่วอายุคน อดีต..ชาวเล ชนเผ่ามอแกลนกระจายตัวตั้งหย่อมชุมชนอยู่ฝั่งอ่าวไทย บริเวณที่เป็นจังหวัดนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน แต่เนื่องจากการเข้าครอบครองดินแดน และชาวมอแกลนถูกจับเป็นเชลยสร้างพระธาตุเมืองนครฯ ทั้งผู้นำยังถูกปองร้าย “ ทวดธานี ” หลานชายของ “พ่อตาสามพัน” จึงให้ประชากรมอแกลนนับพันหลบหนี..บรรพบุรุษส่วนหนึ่งใช้เส้นทางล่องเลียบชายฝั่งมาทางน้ำ ส่วน “ทวดธานี” พาบรรพบุรุษชาวมอแกลนหนีเลียบเส้นทางสายไหมที่ใช้ขนส่งสินค้าเส้นคลองศก-ตะโกลา เดินมาลงที่บ้าน “อากูน” ตำบลกะโสม อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงาในปัจจุบัน
ต่อมา “ทวดธานี” โดนตามมาฆ่าตาย จึงย้ายหนีไปตั้งชุมชนบนแผ่นดินที่ 2 ที่บ้าน “ในหยง” นับเป็นที่สุดท้ายที่มีการอยู่ร่วมกันทั้งเผ่า ก่อนมีเหตุให้ต้องแยกย้ายกระจายตัวตั้งถิ่นฐานชุมชนชนอยู่ตามป่าทึบชายฝั่ง ตั้งแต่แหลมหลา จังหวัดภูเก็ต – เกาะพระทอง จังหวัดพังงา
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวเล ชนเผ่ามอแกลนถูกผลกระทบจากนโยบายและกฎหมาย ที่เปิดช่องให้มีอำนาจการใช้การครอบครองทรัพยากรในพื้นที่ชุมชนดั้งเดิมโดยไม่คำนึงถึงมนุษยธรรมและความเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นยุคสัมปทานป่าไม้ ยุคสัมปทานเหมืองแร่ ที่ทำให้ต้องสูญเสียบ้านเรือน,ถิ่นอาศัย ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย พื้นที่กสิกรรมฯถูกยึดครอง เพราะการสัมปทานส่วนใหญ่..ถูกเอาไปออกเอกสารสิทธิ์ รัฐไม่เคยได้ที่ดินคืน ส่วนที่เป็นชุมชนที่ไม่เคยมีการสัมปทาน รัฐก็ประกาศเขตอนุรักษ์ทับทั้งชุมชนโดยชาวมอแกลนไม่ได้มีโอกาสรับรู้
ในยุคนโยบายพัฒนาการท่องเที่ยว..ที่ดินแพงมาก พื้นที่ของชุมชนมอแกลน ถูกเบียดเล็กลงเรื่อยๆ มีการด้วยคนรวยมีโอกาสเข้าถึงการออกเอกสารบุกรุกครอบครอง แม้แต่ สุสานฝังศพ ปัจจุบันชาวเล ชนเผ่ามอแกลน กระจายชุมชนตั้งถิ่นฐาน ทั้ง 2 จังหวัด 5 อำเภอ 11 ตำบล 26 ชุมชน ประชากร 6,000 คน
– จังหวัดพังงา อำเภอคุระบุรี ได้แก่ ชุมชน ทุ่งดาบ , ปากจก , ท่า แป๊ะโย้ย , อ่าวน้ำจืด , ตะกุลา ตำบลเกาะพระทอง ชุมชน เทพรัตน์, ชัยพัฒน์ ตำบลแม่นางขาว ชุมชน เทพประทาน ตำบลคุระบุรี ชุมชน ทุ่งละออง ตำบลบางวัน อำเภอตะกั่วป่า ได้แก่ ชุมชนบ้านน้ำเค็ม , ทับตะวัน , บนไร่ ตำบลบางม่วง ,ชุมชน ปากวีป ,บางขยะ , ทุ่งหว้า ตำบลคึกคัก อำเภอท้ายเหมือง ได้แก่ชุมชน เขาหลัก , ลำแก่น , คลองญวณ ตำบลลำแก่น ชุมชน เกาะนก , ขนิม ตำบลทุ่งมะพร้าว ชุมชน ทับปลา , ลำปี , หินลาด ตำบลท้ายเหมือง อำเภอตะกั่วทุ่ง ได้แก่ ชุมชน ท่าใหญ่ ตำบลโคกกลอย
– จังหวัดภูเก็ต อำเภอถลาง ได้แก่ ชุมชน หินลูกเดียว ,แหลมหลา ตำบลไม้ขาว
ชาติพันธุ์มอแกน
การตั้งถิ่นฐาน
ชาวเลชนเผ่ามอแกน ไม่มีบันทึกหรือคำบอกเล่าจากบรรพชนว่าถิ่นฐานที่มาของเผ่านั้นอพยพมาจากที่ใหน แต่ตามที่มีการบันทึกของนักเดินเรือ และการสืบค้นประวัติของนักมานุษยวิทยาต่างๆ ยืนยันว่า ชาวเลชนเผ่ามอแกน ตั้งถิ่นฐาน ล่อง “ก่าบาง” หรือ เรือมอแกนไปตามเกาะแก่งต่างๆของอันดามันมายาวนาน ก่อนจะมีขอบเขตดินแดนและแบ่งน่านน้ำไทย-พม่า วิถีการดำรงชีวิตเคลื่อนย้ายไปอ่าวต่างๆ หมุนเวียนตามฤดูกาล ทำให้ทรัพยากรในธรรมชาติฟื้นตัวจากการใช้มีความอุดมสมบูรณ์มาตลอด เป็นเหตุของการประกาศเขตอนุรักษ์ของรัฐ และจัดพื้นที่ธรรมชาติรองรับการท่องเที่ยวในพื้นที่เกาะต่างๆ ส่งผลให้ ชาวเลมอแกน ปฏิสัมพันธ์กับนักท่องเที่ยวและคนภายนอกมากขึ้น ความสามารถ ลักษณะเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงบริเวณที่ตั้งชุมชนที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่สมบูรณ์ ทำให้มีการนำชีวิตชาวมอแกนไปทำหนัง ทำสื่อมากมาย
(ชนเผ่ามอแกลน เชื่อว่า ชนเผ่ามอแกน คือชนเผ่าเดียวกันที่อพยพมาทางน้ำ ด้วยฤดูกาล ระยะทาง ระยะเวลาเดินทางอันยาวนาน ความไม่มั่นคงในชีวิตที่ต้องถอยร่น การซึมซับอารยะธรรมระหว่างทาง ล้วนทำให้ชนเผ่ามอแกนสูญเสียศักยภาพที่จะบันทึกและบอกเล่าประวัติศาสตร์ตัวเอง)
ชาวเลชนเผ่ามอแกนมีจำนวนประชากร 2,000 คน
กระจายตัวตั้งถิ่นฐานเฉพาะเผ่าตนเอง อยู่ตามเกาะ 4 เกาะ จำนวน 4 ชุมชน 3 ตำบล 2 อำเภอ 2 จังหวัด
– จังหวัดระนอง อำเภอเมืองระนอง ได้แก่ ชุมชน เกาะเหลา ตำบลปากน้ำ ชุมชน เกาะช้าง , เกาะพยาม ตำบลเกาะพยาม
– จังหวัดพังงา อำเภอคุระบุรี ได้แก่ ชุมชน เกาะสุรินทร์ ตำบลเกาะพระทอง
ตั้งถิ่น/อาศัยปะปนอยู่กับชนเผ่าอุรักลาโว้ยและมอแกลน 6 ชุมชน
– จังหวัดกระบี่ (เกาะพีพี)
– จังหวัดภูเก็ต (เกาะสิเหร่ , หาดราไวย์ , หินลูกเดียว , แหลมหลา )
– จังหวัดพังงา (น้ำเค็ม , ทับตะวัน )
.
2. กลุ่มภูมินิเวศชาติพันธุ์แนวเทือกเขา ได้แก่บรรทัด คือ ชาติพันธุ์ที่รัฐเรียกว่า “ซาไก” หมายถึง “ทาส” / “เซมัง”หมายถึง “ค่างดำ” “เงาะป่า” หมายถึง “คนป่าที่เหมือนตัวนิทาน” เรียกตัวเองว่า “มานิ” และอีกเผ่าคือ ชาติพันธุ์ที่รัฐเรียกว่า “ซาไก” หมายถึง “ทาส” บ้างก็เรียก “เซมัง” หมายถึง “ค่างดำ” ส่วน “โอรังอัสลี” หมายถึง “คนป่า” ส่วน “จาไฮ” เป็นภาษาที่ใช้สื่อสารภายในเผ่าและเรียกตัวเองว่า “มึงฆระ”
ชาติพันธุ์ “มานิ”
การตั้งถิ่นฐาน มานิหลายกลุ่มเป็นเป็นเครือญาติกันในแถบเทือกเขาบรรทัด แถบเทือกเขาสันกาลาคีรี เพราะบางคนก็ได้ครองคู่กับกลุ่มโอรังอัสลีจาไฮ อย่างเช่นทวดพุ่ม (ปู่ของเฒ่าไข่ วังสายทอง)เป็น โอรังอัสลีจาไฮ และมาพบรักครองคู่กับ ทวดศรีปานที่เป็น มานิ(ย่าของเฒ่าไข่) สมัยก่อนป่าอุดมสมบูรณ์มาก การเคลื่อนย้ายพื้นที่บางครั้งอาจมีอาหารอุดมสมบูรณ์จนบางครั้งมานิหลายกลุ่มสามารถมาอยู่รวมกันได้เป็นเดือนและมีจำนวนนับร้อยๆคน โดยเฉพาะในป่าแถวตระ ปะเหลียน ตรัง สตูลส่วนใหญ่บริเวณนั้นจะมีผลไม้คล้ายจำปาดะแต่ไม่มียุม ฮามิ หรือคนพื้นราบ เรียก “ขี้คอน” มานิเรียก “ตะกะ”มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว และที่อาศัยในป่ายังไม่ค่อยมีผู้คนผู้คนภายนอกเข้ามาถึง หากมีก็จะย้ายที่อยู่ทันที
ยุคเกิดการหดตัวของแนวป่า มีการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของผู้คนภายนอกเพื่อเพาะปลูก ทำให้เกิดกิจกรรมการแลกเปลี่ยนปัจจัยเป็นเวลานาน เป็นจุดเริ่มต้นของการเริ่มปฏิสัมพันธ์กับ ฮามิ (คนพื้นราบ) มากขึ้น บรรพชนมานิบางคนเดินทางเคลื่อนย้ายในแถบเทือกเขา เคยเลี้ยงช้าง จูงควายไปทำนากับฮามิ ตอนนั้นคนฮามิเขาเดินทางรวบรวมของป่า ข้าว กล้วย มัน ผักกูด ชะอม ไม้ไผ่ ฯลฯในแถบนี้ ล่องแพตามแม่น้ำลงไปปากบารา เพื่อแลกเกลือ เคย ปลาแห้ง มัดไหม เสื้อผ้า และของใช้ต่างๆล่องกลับมาที่ต้นน้ำ มีเรือสินค้าและสินค้ามากมายที่ปากบารา ส่วน มานิ นั้นถ้าต้องการอะไรก็จะนำ น้ำผึ้ง ขี้ผึ้ง หวาย ของป่า หัวนกเงือกทำยา เครื่องจักสานไปแลกกับ ฮามิ อีกที สิ่งที่ไปแลกเช่น ข้าว มีด พร้า และต่อมาก็เป็นเสื้อผ้า เป็นเหตุให้ มานิ เริ่มเลิกนุ่งไม้ กฤษณา ที่ทุบฉีกเป็นริ้วๆ เริ่มนุ่งผ้าถุง นุ่งเสื้อ มีหินเหล็กไฟที่ใช้ทำ “ฮอยส์” (ก่อกองไฟ)แทนการชักหวาย
ปัจจุบันมีจำนวนประชากร 415 คน การกระจายตัวตั้งถิ่นฐาน เป็นลักษณะเพิงพัก และบ้านเรือนถาวรอยู่ตามแนวป่าเทือกเขาบรรทัด 4 จังหวัด 8 อำเภอ 7 ตำบล 10 กลุ่ม/ชุมชน ได้แก่…..
จังหวัดพัทลุง กลุ่มป่าบอน ตำบลทุ่งนารี อำเภอป่าบอน , กลุ่มกงหรา ตำบลคลองทรายขาว อำเภอกงหรา
จังหวัดตรัง กลุ่มคลองตง , เขาหัวสุม ตำบลปะเหลียน กลุ่มลิพัง ตำบลลิพัง อำเภอปะเหลียน ,
จังหวัดสตูล กลุ่มคีรีวง, กลุ่มช่องฮับ ตำบลทุ่งหว้า อำเภอทุ่งหว้า กลุ่มวังนาใน ตำบลน้ำผุด (มี3กลุ่มย่อย) อำเภอละงู , กลุ่มมะนัง , กลุ่มภูผาเพชร ตำบลปาล์มพัฒนา อำเภอมะนัง , กลุ่มทุ่งนุ้ย ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง
จังหวัดสงขลา กลุ่มบริพัตร ตำบลเขาพระ อำเภอรัตภูมิ
เป็น 3 กลุ่ม
1. กลุ่มที่อาศัยในป่าลึก ไม่ค่อยออกมาสัมพันธ์กับคนภายนอก อพยพเมื่อมีคนเข้าถึงพื้นที่อาศัย ลงมาพื้นราบเป็นบางครั้งเพื่อแลกอาหาร
2. กลุ่มที่ออกมาอาศัยเคลื่อนย้ายตามชายป่าสวนพืชเศรษฐกิจ เริ่มมีการสัมพันธ์กับคนภายนอก การตั้งถิ่นฐานเป็นผลประโยชน์การท่องเที่ยวในพื้นมีผลต่อการตัดสินใจ เริ่มรับอาหารปนเปื้อนและเริ่มต้องใช้บริการของรัฐด้านสาธารณสุข
3. กลุ่มที่ออกมาตั้งถิ่นฐานถาวร แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับสิทธิ์ใดๆ ลูกหลานของกลุ่มนี้เริ่มเรียนรู้ชีวิตภายนอก เด็กมานิหลายคนเริ่มเข้าโรงเรียน และมานิกลุ่มนี้ดำรงชีวิตโดยการใช้แรงงานเป็นส่วนใหญ่
ชนเผ่า “มึงฆระ”หรือ “โอรังอัสลี”
การตั้งถิ่นฐาน “มึงฆระ” หรือ หรือกลุ่มชาติพันธุ์โอรังอัสลี
โอรังอัสลีในจังหวัดยะลาและนราธิวาสอาศัยอยู่ในพื้นที่ป้าของเทือกเขาสันกะลาคีรี ซึ่งตั้งอยู่บนคาบสมุทรมลายูหรือแหลมมลายู (Malay Peninsula) เป็นคาบสมทรขนาดใหญ่ ทางทิศตะวันตกติดทะเลอันดามัน ภาคเหนือแผ่นดินติดกับประเทศไทยมีเทือกเขาบรรทัด เทือกเขาสันกะลาคีวีและเทือกเขาตีตีวังซาในประเทศมาเลเชีย ในความจริงแล้วเทือกเขาสันกะลาคีรีและเทือกเขาตีตีวังชาต่อเนื่องกัน ชาวมลายูในสามจังหวัดภาคใต้เรียกเทือกเขาสันกาลาคีรีในภาษามลายูว่า “บูกิตบือชา (Bukit Besar)” ซึ่งเป็นที่รู้จักดีของชาวเรือประมงในอ่าวปัตตานีและบ้านทอน เพราะใช้เป็นเครื่องหมายสำหรับการแล่นเรือและนำเรือเข้าฝั่งมาตั้งแต่อดีต ประเทศไทยและมาเลเซียมีเทือกเขาสันกาลาคีรีกั้นพรมแดนเกือบตลอดทั้งแนนว ทอดตัวในแนวตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ โดยเริ่มต้นจากเขตแดนจังหวัดสตูลกับมาเลเซียทอดตัวไปทางตะวันออกเฉียงใต้เป็นเส้นกันเขตแดนระหว่างจังหวัดสงขลา จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาสกับมาเลเชีย เทือกเขานี้ยังมีแนวเข้าไปในประเทศมาเลเซียด้วย ยอดเขาที่สูงที่สุดในเทือกเขาสันกาลาคีรี คือ ฆนุงกอร์บู (Gunung Korbu) อยู่ในเขตรัฐเปรักของมาเลเซีย ในภาคใต้ของประเทศไทยมีหลายกลุ่ม ประชากรทั้งหมดมีมากกว่า 500 คน จาก 15 กลุ่ม
โดยสมาชิกทั้งหมดมีรูปแบบการดำรงชีพเป็น 3 ลักษณะเช่นเดียวกับชนเผ่ามานิ ประกอบด้วย
1. กลุ่มอพยพเคลื่อนย้ายที่ยังมีลักษณะหาของป่าล่าสัตว์และเคลื่อนย้ายถิ่นฐานแบบดั้งเดิมในป่าเขา
2. กลุ่มเริ่มปรับตัวตั้งถิ่นฐานใกล้ชุมชนที่ราบหรือในพื้นที่ใกล้ความเจริญ และ
3. กลุ่มตั้งถิ่นฐานถาวรพื้นราบ
มีการกระจายตัวอยู่ใน 2 จังหวัด 5 อำเภอ 7 ตำบล 8 กลุ่ม/ชุมชน
จังหวัดยะลา หมู่บ้านซาไก ตำบลบ้านแหร , หมู่บ้านฉลองชัย ตำบลแม่หวาด อำเภอธารโต / หมู่ 9 บ้านนากอ ตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง / กลุ่มบ้านเขาน้ำตก หมู่ 7 ตำบลตลิ่งชัน ,กลุ่ม “ฮาลาบาลา” และพื้นที่บริเวณริมเขื่อนบางลาง ตำบลเขื่อนบางลาง อำเภอบันนังสตา
จังหวัดนราธิวาส หมู่บ้านไอร์แตแต ตำบลศรีสาคร อำเภอศรีสาคร / บ้านตาเตราะปากู หมู่ 7 ตำบลช้างเผือก อำเภอจะแนะ
.
3. กลุ่มภูมินิเวศชาติพันธุ์พื้นราบลุ่มน้ำตาปี คือกลุ่มที่มีความโยงใยกับชาติพันธุ์ไทดำในแต่ละภาคของประเทศไทยมาอย่างยาวนานตั้งแต่รัชกาลที่2 มีชื่อเรียกลาวโซ่ง ไทยโซ่ง ไทยทรงดำ ไตดำ ที่นี่เรียกตัวเองว่า “ไทดำ” และมีชื่อที่ผู้อื่นเรียก คือ ลาวทรงดำ ผู้ไทยดำ ไทยดำ
ชาติพันธุ์ไทดำ
การตั้งถิ่นฐาน
“ไทดำ” มีถิ่นฐานดั้งเดิมในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศเวียดนามเหนือ เชื่อมต่อกับลาวและจีนตอนใต้ จากนั้นได้อพยพเข้ามาในประเทศไทยในสมัยกรุงธนบุรีต่อเนื่องจนถึงรัชกาลที่ 5 คนกลุ่มนี้มีความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมจากรากฐานความสัมพันธ์ของระบบสายตระกูลและเครือญาติ มีความเชื่อเกี่ยวกับผีบรรพบุรุษอย่างเข้มข้น มีเครือข่ายทางสังคมข้ามพรมแดนรัฐชาติ อีกทั้งเป็นกลุ่มคนที่มีศักยภาพในการอนุรักษ์ ฟื้นฟูและธำรงรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมให้มีความเข้มแข็ง
“ไทดำ” เป็นชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ที่เริ่มถูกนำมาเป็นชื่อที่ใช้เรียกตนเองมากขึ้น ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากความเคลื่อนไหวในการฟื้นฟูอนุรักษ์วัฒนธรรมที่มีต้นกำเนิดจากดินแดนดั้งเดิมในเขตสิบสองจุไท สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ที่ต้องการเรียกชื่อของตนเองว่า “ไทดำ” ตามผู้คนและแหล่งกำเนิดดั้งเดิม ชื่อเรียกดังกล่าวจึงถูกใช้อย่างกว้างขวางและเป็นสากล สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ไทดำข้ามรัฐชาติเพื่อสร้างความเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันในขณะที่ชื่อเรียกที่มีคำนำหน้าว่าลาว เช่น ลาวโซ่งหรือ
ลาวทรงดำ เริ่มถูกปฏิเสธเนื่องจากพวกเขายืนยันอัตลักษณ์การเป็นกลุ่มคนไท แต่เนื่องจากการถูกบังคับในย้ายถิ่นจึงได้เดินทางมาพร้อมกับกลุ่มลาวหลายกลุ่ม ทำให้ถูกเรียกอย่างเหมารวมว่าเป็นชาวลาว
กลุ่มชาติพันธุ์ไทดำเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่จัดอยู่ในตระกูลภาษาขร้าไท (Kra-Dai) สาขาตะวันตกเฉียงใต้ (Southwestern Language Group) มีระบบภาษาเขียนเป็นของตนเองเรียกโดยทั่วไปว่า “โตสือไตดำ” (ตัวสือไทดำ) สันนิษฐานว่าอาจจะมาจากตัวอักษรสมัยสุโขทัย ไทดำในประเทศไทย มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ในบริเวณภาคเหนือของประเทศเวียดนาม แถบแม่น้ำดำและแม่น้ำแดงปัจจุบันอยู่ในเขตเวียดนามเหนือตอนเชื่อมต่อกับลาวและจีนตอนใต้ เคยเป็นที่รู้จักในนามของสิบสองจุไทส่วนการเคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี พ.ศ. 2322 เป็นต้นมา ช่วงเวลาของการเคลื่อนย้ายครั้งสำคัญเข้าสู่ประเทศไทย 7ครั้ง คือ1) สมัยกรุงธนบุรี (พ.ศ. 2322) 2) รัชกาลที่ 1 กรุงรัตนโกสินทร์(พ.ศ. 2335) 3) รัชกาลที่ 3 กรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2378) 4) รัชกาลที่ 3กรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2379) 5) รัชกาลที่ 3กรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2381) 6) รัชกาลที่ 3กรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2382) และ 7) รัชกาลที่ 5 กรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2429)
ในระยะแรกที่เคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทย ชาวไทยดำได้รับอนุญาตในการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในเขตเมืองเพชรบุรี และได้ตั้งถิ่นฐานอย่างต่อเนื่องมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 หลังจากนั้นจึงได้เริ่มโยกย้ายออกจากเพชรบุรี ไปตั้งบ้านเรือนกระจายอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ปัจจุบันพบชุมชนชาวไทดำอยู่ในหลายจังหวัดของประเทศไทย ได้แก่ ราชบุรี กาญจนบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ลพบุรี สระบุรี นครสวรรค์ พิจิตร สุโขทัย พิษณุโลก ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และเลย
การกระจายตัวในภาคใต้ จำนวน 2 จังหวัด 6 อำเภอ 8 ตำบล 9 ชุมชน จำนวนประชากร 3,000 คน
จังหวัดชุมพร อำเภอเมือง ได้แก่ บ้านดอนรวบ ตำบลบางหมาก
จังหวัดสุราษฎร์ธานี อำเภอนาสาร ได้แก่ ชุมชน บ้านสะพานสอง ตำบลทุ่งเตาใหม่ อำเภอเคียนซา ได้แก่ ชุมชนทุ่งทอง ตำบลเขาตอก อำเภอคีรีรัฐนิคม ได้แก่ ชุมชนทำเนียบ ตำบลทำเนียบ อำเภอพุนพิน ได้แก่ หมู่ที่7 ตำบลท่าข้าม หมู่ที่2 ตำบลกรูด หมู่ที่4 ตำบลท่าสะท้อน อำเภอบ้านนาเดิม ได้แก่ หมู่ที่ 1,4 ตำบลทรัพย์ทวี อำเภอนาเดิม
.
ขอบคุณทุกการติดตามและตั้งใจมาร่วม ใกล้ถึงวันแล้ว โพสต์หน้า เราจะสื่อสารให้รู้ว่า #ชาติพันธุ์ภาคใต้ มีความโดดเด่นและคุณค่าอย่างไรบ้าง
ติดตามกันคร้าบ








