เมื่อวานนี้ (27 มีนาคม 2569) นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการประชุม โดยมี นายธีระพงศ์ ช่วยชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ส่วนราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย พลังงานจังหวัด และพาณิชย์จังหวัด โดยจัดประชุมผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) เชื่อมโยงกับส่วนกลาง ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม
การประชุมครั้งนี้มีวาระสำคัญเกี่ยวกับการบริหารจัดการพลังงานภายในประเทศ จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงภารกิจเร่งด่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต รายงานสถานการณ์ในพื้นที่ว่า ในช่วงแรกของสถานการณ์ ประชาชนมีความตื่นตัวและเกิดการต่อคิวเติมน้ำมันประมาณ 1–2 วัน ส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นจากปกติวันละประมาณ 400,000 ลิตร เป็นราว 700,000 ลิตร หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 40% อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสถานการณ์ได้คลี่คลายกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยมีการใช้น้ำมันเฉลี่ยวันละ 400,000–500,000 ลิตร หลังจากจังหวัดได้เร่งสร้างการรับรู้และลดความตื่นตระหนกของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
พร้อมกันนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งพลังงาน พาณิชย์ อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานอย่างใกล้ชิดเป็นรายวัน
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล ระบุว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมด่วน เพื่อรับมือสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลและการกักตุนน้ำมัน (Panic Demand) โดยปกติประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำมันประมาณ 67 ล้านลิตรต่อวัน และมีกำลังการกลั่นประมาณ 77 ล้านลิตรต่อวัน เพียงพอต่อการใช้งาน แต่เมื่อเกิดการกักตุน ทำให้ความต้องการพุ่งสูงถึง 87 ล้านลิตรต่อวัน เกินขีดความสามารถในการผลิต
สถานการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุให้รัฐบาลจำเป็นต้องปรับราคาน้ำมันตามกลไกตลาด เพื่อป้องกันการขาดแคลน และบริหารจัดสรรน้ำมันให้เพียงพอในทุกพื้นที่
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้ทุกจังหวัดเร่งแก้ไขปัญหาการฉวยโอกาส เช่น การกักตุนน้ำมัน การขายต่อในราคาสูง และการลักลอบจำหน่ายในพื้นที่ชายแดน โดยให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งสื่อสารสร้างความเข้าใจกับประชาชน ลดความตื่นตระหนก และรณรงค์การใช้น้ำมันอย่างประหยัด
นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด จัดตั้ง War Room ในพื้นที่ บูรณาการการทำงานทุกภาคส่วน และรายงานส่วนกลางอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะในช่วงใกล้เทศกาลสงกรานต์ ซึ่งมีการเดินทางของประชาชนจำนวนมาก
นายอนุทิน ยังเน้นย้ำว่า “การสื่อสารในภาวะวิกฤตเป็นสิ่งสำคัญ” โดยขอให้ทุกจังหวัดสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน พร้อมดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ประกอบการขนส่ง และเกษตรกร รวมถึงเตรียมมาตรการเยียวยาผลกระทบอย่างครอบคลุม
ขณะที่นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดมีบทบาทสำคัญในฐานะตัวแทนรัฐบาลในพื้นที่ ต้องเร่งดำเนินมาตรการป้องกันการกักตุน ควบคุมสถานการณ์ และสื่อสารข้อมูลอย่างถูกต้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
ในช่วงท้ายของการประชุม นายกรัฐมนตรีได้สั่งการเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 โดยเน้นการลดอุบัติเหตุในช่วง “7 วันอันตราย” ผ่านการตั้งด่านตรวจ จุดสกัด การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการห้ามดื่มแล้วขับ และการใช้อุปกรณ์นิรภัย เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน พร้อมตั้งเป้าลดอุบัติเหตุให้ได้มากที่สุดในทุกจังหวัดทั่วประเทศ
ภาพ/ข่าว สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต








