แต่คำถามสำคัญคือ
“ระบบใหม่จะปิดช่องโกงได้จริง หรือแค่เปลี่ยนรูปแบบเดิมให้ดูทันสมัยขึ้น?”
จากข้อมูลในพื้นที่ สะท้อนให้เห็นทั้ง “จุดเสี่ยงของระบบเดิม” และ “ข้อเสนอเพื่ออุดช่องโหว่” ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ประชาชนควรจับตาอย่างใกล้ชิด
🔥จุดเสี่ยงสำคัญของระบบปัจจุบัน
1. ระบบนับนักท่องเที่ยวด้วยมือ เสี่ยงข้อมูลไม่ตรงจริง
ปัจจุบันหลายพื้นที่ยังใช้วิธีนับจำนวนคนขึ้นเรือหรือเข้าอุทยานแบบ Manual ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้ง่าย
ตัวอย่าง
เรือ 1 ลำ มีนักท่องเที่ยวจริง 25 คน
แต่ในระบบด้วยมือ บันทึกเพียง 15 คน
คำถามคือ นักท่องเที่ยวอีก 10 คนหายไปไหน?
รายได้ส่วนต่างถูกนำส่งเข้าระบบครบหรือไม่?
ช่องโหว่นี้เปิดทางให้เกิดการ “ตกหล่นของรายได้” ได้มหาศาล โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากในแต่ละวัน
2. อ้างระบบ Offline รับเงินสดนอกระบบได้
อีกปัญหาสำคัญคือ การใช้ข้ออ้าง “ระบบล่ม” หรือ “ไม่มีสัญญาณ” เพื่อหลีกเลี่ยงการบันทึกข้อมูลแบบ Real-time
เมื่อไม่มีข้อมูลเข้าส่วนกลางทันที
เจ้าหน้าที่บางส่วนอาจสามารถรับเงินสดนอกระบบ แล้วค่อยกลับมาบันทึกย้อนหลังได้
ผลคือ
* ตรวจสอบเส้นทางการเงินไม่ได้
* ไม่รู้จำนวนคนเข้าจริง
* เปิดช่องให้รายได้สูญหาย
3. รายงานสามารถแก้ไขย้อนหลังได้
ข้อมูลรายได้บางส่วนยังสามารถส่งออกเป็นไฟล์ Excel หรือ CSV แล้วแก้ไขตัวเลขย้อนหลังได้
นี่คือจุดอันตรายที่สุดของระบบ
เพราะเมื่อข้อมูลถูกแก้ไขภายหลังได้
ความน่าเชื่อถือของรายงานทั้งระบบก็ถูกตั้งคำถามทันที
หากไม่มีระบบล็อกข้อมูลหรือระบบตรวจสอบย้อนหลังที่เข้มแข็ง
การตรวจสอบทุจริตแทบเป็นไปไม่ได้
📍ข้อเสนอ “อุดช่องโกง” ที่ถูกเสนอ
1. ใช้ AI Video Analytics ตรวจจับอัตโนมัติ
ติดตั้งกล้อง AI วิเคราะห์จำนวนคนขึ้น-ลงเรือแบบอัตโนมัติ
ระบบจะเปรียบเทียบจำนวนคนจริงกับข้อมูลตั๋วทันที
ช่วยลดการพึ่งพาการกรอกข้อมูลด้วยคน
หากจำนวนไม่ตรง ระบบสามารถแจ้งเตือนได้ทันที
2. จัดเก็บข้อมูลแบบ Immutable Data / Blockchain
ข้อเสนอสำคัญคือทำให้ข้อมูล “แก้ย้อนหลังไม่ได้”
เมื่อข้อมูลถูกบันทึกแล้ว
ทุกการเปลี่ยนแปลงจะถูกเก็บร่องรอยทั้งหมด
ทำให้:
* ตรวจสอบย้อนหลังได้
* ลดการปลอมแปลงรายงาน
* เพิ่มความน่าเชื่อถือของข้อมูลรายได้
3. เชื่อมต่อผ่านดาวเทียม ลดข้ออ้าง “ไม่มีสัญญาณ”
หลายพื้นที่ทางทะเลอ้างปัญหาอินเทอร์เน็ต
ข้อเสนอใหม่คือใช้ระบบ Satellite Link เชื่อมต่อข้อมูลแบบต่อเนื่อง
เมื่อระบบออนไลน์ตลอดเวลา
การอ้าง Offline เพื่อรับเงินสดนอกระบบจะทำได้ยากขึ้น
4. เชื่อมข้อมูลภายนอกแบบ Cross-check
ระบบใหม่เสนอให้เชื่อมข้อมูลกับ:
* AIS/GPS เรือ
* ประกันภัยนักท่องเที่ยว
* ระบบ E-Ticket
เพื่อใช้ตรวจสอบไขว้กันอัตโนมัติ
เช่น:
* หากมีเรือออกทะเล แต่ไม่มีข้อมูลนักท่องเที่ยวในระบบ
* หรือมีประกันนักท่องเที่ยวมากกว่าจำนวนตั๋ว
ระบบจะสามารถตรวจพบความผิดปกติได้ทันที
5. ระบบแจ้งเตือนความเสี่ยงอัตโนมัติ
ใช้ Risk-based Alert วิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time
หากพบความผิดปกติ เช่น
* รายได้ลดผิดปกติ
* จำนวนคนไม่สัมพันธ์กับเรือ
* ข้อมูลถูกแก้ไขบ่อย
ระบบจะส่งสัญญาณเตือนทันทีให้ผู้ตรวจสอบเข้าตรวจเชิงลึก
ผลลัพธ์ที่คาดหวัง
หากดำเนินการจริงอย่างโปร่งใส ระบบนี้อาจช่วยได้หลายด้าน ได้แก่
ปิดช่องรับเงินนอกระบบ
ลดโอกาสการทุจริตจากเงินสดและข้อมูลเท็จ
เพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บรายได้
รัฐสามารถจัดเก็บรายได้เข้าคลังได้ครบถ้วนมากขึ้น
ลดภาระเจ้าหน้าที่
ใช้เทคโนโลยีช่วยตรวจสอบแทนการใช้คนจำนวนมาก
เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ
ประชาชนสามารถร่วมตรวจสอบได้
ประเด็นที่สังคมต้องจับตา
แม้แนวคิดจะดูทันสมัยและตอบโจทย์ปัญหาเดิม
แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้เทคโนโลยี คือ “ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง”
สังคมต้องติดตามว่า:
* TOR ถูกออกแบบแข่งขันเป็นธรรมหรือไม่
* มีการล็อกสเปกหรือไม่
* ระบบที่ซื้อใช้งานได้จริงหรือเป็นเพียงโครงการราคาแพง
* ใครเป็นผู้เข้าถึงข้อมูล
* มีระบบตรวจสอบอิสระหรือไม่
เพราะต่อให้ระบบทันสมัยแค่ไหน
หากขาดธรรมาภิบาล
เทคโนโลยีก็อาจกลายเป็นเพียง “เครื่องมือใหม่ในระบบเดิม”
“จากระบบที่พึ่งพาคน
สู่ระบบที่ตรวจสอบคนด้วยเทคโนโลยี”
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่
“ซื้อระบบอะไร”
แต่คือ
“ระบบนั้นทำให้ประชาชนตรวจสอบอำนาจรัฐได้จริงหรือไม่”
ทั้งหมดนี้จะเริ่มต้นขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อกรมอุทยานฯ
มีความจริงใจ ในการเปลี่ยนระบบจัดเก็บรายได้







