รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ามาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนจากผลกระทบสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 – 30 กันยายน 2569 ระหว่างเวลา 06.00 – 21.00 น. ประชาชนสามารถใช้สิทธิผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรีบน 4 แพลตฟอร์ม ได้แก่ 1.ShopeeFood 2.LINE MAN 3.GrabFood และ 4.Robinhood ซึ่งมีร้านอาหารเชื่อมระบบผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” สำเร็จแล้ว 88,198 ร้านค้า สะท้อนความพร้อมของผู้ประกอบการในการเข้าร่วมมาตรการของรัฐบาล เพื่อขยายช่องทางการขาย เพิ่มรายได้ และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้มากยิ่งขึ้น
(13 มิ.ย. 69) จากนโยบายที่มุ่งแก้ปัญหาค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นจากผลกระทบการสู้รบในตะวันออกกลาง ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่เดินหน้านโยบายลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เริ่มโครงการมาตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นมา โดยตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป จะเป็นวันแรกที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิผ่านบริการ ฟู้ดเดลิเวอรี บน 4 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่ 1.ShopeeFood 2.LINE MAN 3.GrabFood และ 4.Robinhood หลังจากเปิดให้ร้านอาหารทั่วประเทศลงทะเบียนเชื่อมระบบผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา ขณะนี้มีร้านอาหารที่ลงทะเบียนเข้าร่วมบริการฟู้ดเดลิเวอรีและเชื่อมระบบสำเร็จแล้ว 88,198 ร้านค้า สะท้อนถึงความพร้อมของผู้ประกอบการทั่วประเทศในการเข้าร่วมมาตรการของรัฐบาล เพื่อขยายช่องทางการขาย เพิ่มรายได้ และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้มากยิ่งขึ้น
ส่วนความคืบหน้าการเปิดรับลงทะเบียนยืนยันสิทธิโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (โครงการฯ) ปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 4 – 11 มิถุนายน 2569 ณ เวลา 23.00 น. และมีผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม ลงทะเบียนแล้วทั้งสิ้น 11,797,120 ราย แต่ยังมีผู้ที่ยังไม่ลงทะเบียนยืนยันสิทธิ 1,376,853 ราย จึงขอให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิมาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2569 ภายในเวลา 23.00 น. ผ่าน 5 ช่องทาง ได้แก่ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เว็บไซต์ของโครงการ: https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th เครื่อง ATM ของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
และขอให้ตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลให้เรียบร้อยก่อนยืนยันการลงทะเบียน สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนยืนยันสิทธิแล้วขึ้นสถานะข้อมูลตามบัตรประชาชนไม่ถูกต้อง คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจ ฐานรากและสังคม มีมติให้ผู้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิที่มีการกรอกข้อมูลเลขบัตรประจำตัวประชาชนถูกต้อง แต่มีการกรอกข้อมูลอื่น ๆ ผิดพลาดเล็กน้อย ให้ถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์แล้ว และไม่ต้องดำเนินการขอแก้ไขข้อมูล หรือลงทะเบียนใหม่ สำหรับผู้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิที่มีข้อมูลผิดพลาดในสาระสำคัญ จะเร่งดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขข้อมูล
https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และ https://welfare.mof.go.th หรือช่องทางประชาสัมพันธ์ อย่างเป็นทางการของกระทรวงการคลัง พร้อมทั้งเปิดให้ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแต่ยังไม่เคยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาก่อน เข้าไปยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 12 มกราคม 2570 ผ่านช่องทางเดียวกัน และสามารถใช้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป กรณีผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถอุทธรณ์ผลการตรวจสอบผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้ตั้งแต่วันที่ 17 – 31 กรกฎาคม 2569 โดยกระทรวงการคลังจะประกาศผลการอุทธรณ์ ในวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในรอบอุทธรณ์สามารถยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่มีการประกาศผล และใช้สิทธิสวัสดิการได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป







