14 สิงหาคม 2569 รัฐบาลไทย ปรับมาตรการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางสำหรับ นักท่องเที่ยวอินเดีย โดยขยายสิทธิ ยกเว้นการตรวจลงตรา (Visa Exemption) ให้พำนักในประเทศไทยได้ไม่เกิน 30 วัน หวังเพิ่มแรงส่งตลาดอินเดียในช่วงที่การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในเอเชียรุนแรงขึ้น และสนับสนุนเป้าหมายดึงนักท่องเที่ยวอินเดียเข้าประเทศไทยประมาณ 2.7 ล้านคนในปี 2569
.
มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการทบทวนนโยบายฟรีวีซ่าของไทยครั้งใหญ่ โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ให้ปรับสิทธิการพำนักของชาวต่างชาติจากระบบเดิมที่หลายประเทศได้รับอนุญาตให้อยู่ได้สูงสุด 60 วัน มาเป็นการกำหนดสิทธิแตกต่างกันตามแต่ละประเทศ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการส่งเสริมเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการป้องกันการใช้มาตรการวีซ่าผิดวัตถุประสงค์
.
อินเดีย เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ประโยชน์จากการปรับนโยบายครั้งนี้ โดยรัฐบาลกำหนดให้ชาวอินเดียอยู่ในกลุ่มประเทศที่ ได้รับสิทธิยกเว้นวีซ่า เพื่อการท่องเที่ยวและพำนักได้ไม่เกิน 30 วัน จากเดิมที่มีความซับซ้อนด้านสิทธิและระยะเวลาพำนักหลายรูปแบบ ทั้งนี้ การปรับสิทธิใหม่มีเป้าหมายให้เกิดความชัดเจนและไม่เกิดสิทธิซ้ำซ้อนกับ Visa on Arrival โดยรัฐบาลยกเลิกสิทธิ VOA ของอินเดียเนื่องจากเปลี่ยนมาใช้ระบบ Visa Exemption แทน
.
เหตุผลสำคัญที่รัฐบาลเลือกขยายเวลาสำหรับตลาดอินเดีย คือ พฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวอินเดีย ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการท่องเที่ยวระยะสั้น โดยเฉพาะตลาดกำลังซื้อสูงที่เดินทางมาเพื่อจัดงานแต่งงาน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การพักผ่อนระยะยาว รวมถึงการเดินทางเป็นกลุ่มครอบครัว การมีเวลา 30 วันจึงเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสามารถวางแผนกิจกรรมหลายจังหวัดและใช้จ่ายในไทยได้มากขึ้น
.
ข้อมูลของรัฐบาลระบุว่า นักท่องเที่ยวอินเดียมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยประมาณ 7.17 วันต่อทริป ดังนั้น การกำหนดเพดาน 30 วันไม่ได้หมายความว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะอยู่ไทยนานถึง 1 เดือน แต่เป็นการเพิ่ม “พื้นที่ความยืดหยุ่น” ให้กับตลาดที่มีรูปแบบการเดินทางหลากหลาย โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องใช้เวลาเตรียมงานหรือรับบริการมากกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป
.
ตลาดที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษคือ Wedding Tourism หรือ การท่องเที่ยวเพื่อจัดงานแต่งงาน เพราะประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งโรงแรมระดับหรู สถานที่จัดงาน การบริการ อาหาร และเครือข่ายธุรกิจอีเวนต์ การขยายเวลาพำนักจึงช่วยลดข้อจำกัดสำหรับคู่บ่าวสาว ครอบครัว และทีมงานที่ต้องเดินทางเข้ามาก่อนงานหลายวันหรือหลายสัปดาห์
.
อีกตลาดที่มีศักยภาพคือ Health & Wellness ตั้งแต่การตรวจสุขภาพ การแพทย์เฉพาะทาง สปา รีสอร์ตเพื่อสุขภาพ ไปจนถึงการพักฟื้นหลังการรักษา ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่าการใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่าการท่องเที่ยวแบบประหยัด และสอดคล้องกับทิศทางที่ไทยต้องการขยับจากการเน้น “จำนวนคน” ไปสู่ “คุณภาพและรายได้ต่อคน”
.
ข้อมูลรัฐบาลยังสะท้อนว่าอินเดียเป็นหนึ่งในตลาดหลักของไทย โดยในเดือนพฤษภาคม 2569 อินเดียติด อันดับ 3 ของประเทศที่ส่งนักท่องเที่ยวเข้าไทยมากที่สุด รองจากมาเลเซียและจีน ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยในเดือนดังกล่าวรวม 2.35 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 1.08 แสนล้านบาท
.
การเร่งตลาดอินเดียจึงไม่ได้มองเพียงนักท่องเที่ยวจากมหานครอย่างนิวเดลี มุมไบ หรือเบงกาลูรูเท่านั้น แต่ยังพยายามขยายฐานไปยัง เมืองระดับ Tier 2 และ Tier 3 ซึ่งมีประชากรและชนชั้นกลางขนาดใหญ่ และเป็นตลาดที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้นจากการเชื่อมต่อเที่ยวบินระหว่างไทยกับอินเดีย
.
พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวอินเดียรุ่นใหม่ก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่ม Millennials และ Gen Z ที่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นทั้งช่องทางค้นหาข้อมูลและแบ่งปันประสบการณ์ ขณะเดียวกันเริ่มให้ความสำคัญกับประสบการณ์เฉพาะตัว อาหารท้องถิ่น วัฒนธรรม ชุมชน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการเดินทางที่มีคุณค่า มากกว่าการเดินทางเพื่อเช็กอินสถานที่ท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว
.
อีกปัจจัยสำคัญคือ การเดินทางทางอากาศ ไทยมีเครือข่ายเที่ยวบินตรงกับอินเดียเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้การเดินทางระหว่างสองประเทศสะดวกขึ้น และช่วยให้ไทยแข่งขันกับจุดหมายปลายทางอื่นในเอเชียที่กำลังเร่งดึงตลาดนักท่องเที่ยวอินเดียเช่นกัน
.
อย่างไรก็ตาม การเปิดประตูให้กว้างขึ้นไม่ได้หมายความว่ารัฐจะปล่อยให้เกิดช่องโหว่ด้านความมั่นคง เพราะการทบทวนมาตรการวีซ่าครั้งนี้มีที่มาจากความกังวลเรื่องการใช้สิทธิท่องเที่ยวผิดวัตถุประสงค์ การทำงานผิดกฎหมาย และการเข้ามาประกอบธุรกิจโดยไม่เป็นไปตามกฎหมาย โดยรัฐบาลย้ำหลัก “1 ประเทศ 1 สิทธิ” และปรับระยะเวลาพำนักให้เหมาะสมกับแต่ละประเทศ
.
ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อไทยมากขึ้น เพราะกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานด้านความมั่นคงกำลังเข้มงวดกับปัญหาชาวต่างชาติใช้ช่องทาง Visa Exemption เพื่อเข้ามาทำธุรกิจผิดกฎหมายหรือหลบเลี่ยงกฎหมาย โดยเฉพาะปัญหานอมินี การตั้งธุรกิจผิดกฎหมาย และการใช้ประเทศไทยเป็นฐานกิจกรรมที่ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์การเดินทาง







