ต่างชาติจ่าย 450 บาท แต่ภูเก็ตจะได้เงินกลับมาดูแลเมืองเท่าไร?
คนทำโรงแรม บริษัททัวร์ ไกด์ ร้านอาหาร คนขับรถ และคนที่อยู่กับการท่องเที่ยวทุกวัน… เรื่องนี้อยากชวนอ่านและร่วมแสดงความคิดเห็นค่ะ
ขณะนี้กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นเรื่อง “ค่าเหยียบแผ่นดิน” นักท่องเที่ยวต่างชาติ 450 บาท ถึงวันที่ 28 กันยายน 2569 และยังไม่ได้เริ่มบังคับใช้
“ร่วมแสดงความคิดเห็นเรื่องค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท” (https://www.law.go.th/listeningDetail…)
การเก็บเงินเพื่อนำมาดูแลการท่องเที่ยวมีประโยชน์ได้ค่ะ ทั้งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ดูแลความปลอดภัย และจัดประกันภัยให้นักท่องเที่ยว
แต่เก็บเงินได้เพิ่ม ไม่ได้แปลว่าภูเก็ตจะมีเงินดูแลเมืองเพิ่มโดยอัตโนมัติ
ตามแนวทางที่เผยแพร่ เงินจะเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยในส่วนกลาง และใช้ตามวัตถุประสงค์ของกองทุน รวมถึงประกันภัยนักท่องเที่ยว จึงไม่ใช่เงิน 450 บาทเต็มจำนวนที่ส่งตรงกลับจังหวัดที่นักท่องเที่ยวเดินทางไป “อ่านรายละเอียดแนวทาง” (https://www.nationtv.tv/nation-story/story/378982520)
ตรงนี้สำคัญมากค่ะ
นักท่องเที่ยวมาใช้เมืองของเรา
ขยะเกิดขึ้นที่นี่ น้ำเสียเกิดขึ้นที่นี่
ชายหาด ทะเล และพื้นที่ธรรมชาติต้องได้รับการดูแลที่นี่
คนในพื้นที่ก็ใช้บริการสาธารณะร่วมกันทุกวัน
แล้วหลักประกันว่าเงินจะกลับมารองรับภาระเหล่านี้ อยู่ตรงไหน?
กองทุนมีระบบยื่นโครงการขอรับการสนับสนุนอยู่แล้ว แต่ยังไม่ควรฟันธงว่าเงินก้อนใหม่ทั้งหมดจะจัดสรรผ่านวิธีเดียวกัน นี่จึงเป็นเรื่องที่ต้องขอความชัดเจนตั้งแต่ตอนออกแบบระบบ “ข้อมูลกองทุน”
ถ้าท้องถิ่นต้องยื่นขอเป็นโครงการและรออนุมัติเป็นครั้ง ๆ เราจะมีเงินดูแลปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันได้ต่อเนื่องแค่ไหน?
เราอาจมีเงินเข้ากองทุนเพิ่ม แต่ภูเก็ตยังวางแผนใช้เงินดูแลเมืองได้ไม่เต็มที่ หากไม่มีหลักเกณฑ์จัดสรรกลับพื้นที่ที่ชัดเจน
แอดมินไม่ได้เสนอว่าภูเก็ตต้องเก็บเงินไว้ทั้งหมด การช่วยพัฒนาพื้นที่อื่นก็สำคัญ แต่พื้นที่ที่รองรับนักท่องเที่ยวและแบกรับผลกระทบ ควรได้รับส่วนแบ่งที่เป็นธรรมและคาดการณ์ได้ด้วย
ก่อนปิดรับฟังรอบนี้ อยากชวนเสนอให้ชัด 4 เรื่องค่ะ
1. แบ่งเงินกลับพื้นที่ด้วยหลักเกณฑ์อะไร?
ควรคำนึงถึงจำนวนนักท่องเที่ยว ภาระบริการสาธารณะ และผลกระทบต่อธรรมชาติ
2. มีเงินดูแลเมืองอย่างต่อเนื่องหรือไม่?
ขยะ น้ำเสีย และการฟื้นฟูธรรมชาติ ต้องวางแผนระยะยาวได้
3. ใครมีสิทธิกำหนดว่าจะใช้เงินแก้ปัญหาอะไร?
ท้องถิ่น ชุมชน และผู้ประกอบการรายเล็กควรมีส่วนร่วม
4.ประชาชนตรวจสอบเงินได้แค่ไหน?
เก็บได้เท่าไร หักค่าประกันและค่าบริหารเท่าไร พื้นที่ไหนได้รับ และเกิดผลอะไรบ้าง
เห็นด้วยกับการเก็บ ก็เสนอเงื่อนไขการใช้เงินได้
ไม่เห็นด้วย ก็อธิบายเหตุผลและผลกระทบได้
มีข้อเสนอจากหน้างาน ยิ่งควรส่งเข้าไปค่ะ
“เปิดหน้ารับฟังความคิดเห็นในระบบกลางทางกฎหมาย” (https://www.law.go.th/listeningDetail…)
อย่าให้เสียงของคนที่อยู่กับการท่องเที่ยวทุกวัน หยุดอยู่แค่ใต้โพสต์นี้ ช่วยกันส่งเข้าไปในกระบวนการ และส่งต่อให้เพื่อนร่วมวงการด้วยค่ะ
ความเห็นอีกเพจที่น่าสนใจ (เพจ Loy Chunpongtong)
มี ส.ส. ฝั่งรัฐบาล 2 ท่าน ที่เป็นขวัญใจผม กล้าชนกับรัฐบาล ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ประจบสอพอเอาใจนายทุนพรรค
“ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท” เป็นการตั้งองค์กรเก็บภาษีเอง ใช้เงินได้เอง โดยไม่ผ่านสภาฯ สร้างปัญหาทั้งเศรษฐกิจและหลักการคลัง
ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า รัฐบาลไทยกำลังพิจารณาเก็บ “ค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว” หรือที่เรียกกันว่า “ค่าเหยียบแผ่นดิน” จากนักท่องเที่ยวต่างชาติในอัตรา 450 บาทต่อคนต่อครั้ง โดยคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติเห็นชอบในหลักการเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 และอยู่ระหว่างกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยตั้งเป้าว่าจะเริ่มจัดเก็บในปี 2570 กระผมเห็นว่า นโยบายนี้ไม่เหมาะสมทั้งในด้านเศรษฐกิจ การบริหารราชการแผ่นดิน และหลักการคลังของประเทศ คือ
1. รัฐบาลไทยต้องคิดก่อนว่า เราต้องการเงิน 450 บาทจากนักท่องเที่ยว หรือเราต้องการให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้เงินคนละหลายหมื่นบาทในประเทศไทย นักท่องเที่ยวหนึ่งคนเมื่อเดินทางเข้าประเทศ ย่อมใช้จ่ายค่าโรงแรม ร้านอาหาร รถโดยสาร ร้านค้า สถานที่ท่องเที่ยว และบริการต่างๆ เงินเหล่านี้กระจายลงไปถึงประชาชนจำนวนมหาศาล ตั้งแต่เจ้าของโรงแรม ร้านอาหาร คนขับรถ พ่อค้าแม่ค้า ไปจนถึงเกษตรกรและแรงงานบริการ ปัจจุบันนักท่องเที่ยวใช้เงินเฉลี่ยต่อคนต่อทริป 47,000 บาท รายได้จากนักท่องเที่ยวในปี 2568 รวม 1.6 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยว 32.9 ล้านคน
2.ในทางเศรษฐศาสตร์ การเพิ่มค่าธรรมเนียมก็คือการเพิ่ม “ราคาของการเดินทางเข้าประเทศไทย” แม้ 450 บาทอาจดูไม่มากสำหรับนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม แต่การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยประเทศเดียว นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี หรือประเทศอื่นๆ ได้ตลอดเวลา เมื่อเราทำให้ประเทศไทยแพงขึ้นหรือยุ่งยากขึ้น จะทำให้ ความเสียหายทางเศรษฐกิจมีมากกว่าเงินค่าธรรมเนียมที่คิดว่าจะเก็บได้ต่อปี 14,850 ล้านบาท เป็นมูลค่าหลายเท่าตัว
3.ภาษีหรือค่าธรรมเนียมทุกชนิดมีผลต่อพฤติกรรม เมื่อราคาสูงขึ้น ความต้องการย่อมมีแนวโน้มลดลง หากจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง รายได้โรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า และผู้ประกอบการท่องเที่ยวย่อมลดลงตาม และในที่สุดย่อมกระทบต่อการจ้างงาน รายได้ประชาชน รายได้ภาษีของรัฐบาล และ GDP เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการเรียกเก็บภาษีดังกล่าว
4.ปัญหาในหลักการคลังของรัฐ เงิน 450 บาทนี้ แม้ทางกฎหมายจะเรียกว่า “ค่าธรรมเนียม” แต่ในทางเศรษฐศาสตร์มีลักษณะเป็นการเรียกเก็บภาษีโดยอำนาจรัฐ ผู้เดินทางไม่มีสิทธิเลือกว่าจะจ่ายหรือไม่จ่ายหากต้องการเข้าประเทศ การให้คณะกรรมการฯ จัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ และนำเงินเข้าสู่กองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา เป็นการเก็บภาษีเอง แล้วใช้ได้เอง “ดูจะไม่ถูกหลักการคลัง” จึงมีคำถามว่า เราควรออกแบบระบบการคลังเช่นนี้หรือไม่?
5. หลักการการคลังคือ “No taxation without representation” — ไม่มีการเก็บภาษีโดยปราศจากผู้แทนของประชาชน เงินที่รัฐบังคับเรียกเก็บ ควรเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดิน และการใช้เงินควรได้รับความเห็นชอบและตรวจสอบจากสภาผู้แทนราษฎร มิใช่เก็บภาษีมาสร้างกองทุน แล้วให้คณะกรรมการฯ มีอำนาจใช้เงินนอกกระบวนการงบประมาณ จึงเกิดคำถามว่า ในที่สุดประเทศไทยจะมีกระทรวงหนึ่งทำหน้าที่ของบประมาณผ่านสภา ขณะเดียวกันก็มีกองทุนอีกชุดหนึ่งเก็บภาษีได้เอง และใช้เงินนั้นได้ด้วยตนเองหรือไม่?
6. สิ่งที่กองทุนฯ ระบุว่าจะนำเงินไปใช้ เช่น การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว การดูแลความปลอดภัย การช่วยเหลือนักท่องเที่ยว และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนั้น ล้วนเป็นหน้าที่ของรัฐบาลอยู่แล้ว
รัฐบาลมีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีหน่วยงานด้านคมนาคม สาธารณสุข มหาดไทย ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว หากแหล่งท่องเที่ยวต้องได้รับการพัฒนา กระทรวงที่รับผิดชอบควรจัดทำโครงการ เสนองบประมาณต่อรัฐบาล และให้รัฐสภาพิจารณา นี่คือระบบปกติของประชาธิปไตย
7.หากรัฐไปตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นอีก และเก็บภาษีเอง นำมาใช้ได้เอง ทำหน้าที่ซ้ำกับกระทรวงเดิม ท้ายที่สุดจะกลายเป็น หน่วยงานซ้ำซ้อน งบประมาณซ้ำซ้อน และความรับผิดชอบที่ไม่ชัดเจน
คำถามคือ เหตุใดภารกิจเหล่านี้จึงไม่ดำเนินการผ่านงบประมาณปกติของกระทรวงและหน่วยงานที่มีหน้าที่อยู่แล้ว ประเทศไทยควรแข่งขันด้วยการทำให้ “มาไทยง่าย สะดวก ปลอดภัย และคุ้มค่า” ไม่ใช่สร้างด่านเล็กๆ ขึ้นมาเก็บเงินนักท่องเที่ยว ตั้งแต่ยังไม่ทันเข้าประเทศ นโยบายที่ดีต้องมองผลรวมของประเทศ ไม่ใช่มองเพียงรายได้ของกองทุนแห่งใดแห่งหนึ่ง
8.รัฐบาลควรยกเลิกแนวคิดค่าเหยียบแผ่นดิน และไม่ควรอย่างยิ่ง ที่จะตั้งกองทุนที่มีอำนาจเก็บภาษีเอง และใช้เงินเกือบ 15,000 ล้านบาทได้เองนอกระบบงบประมาณ และควรนำภารกิจพัฒนาการท่องเที่ยวกลับเข้าสู่กระทรวงต่างๆ ที่มีหน้าที่ โดยใช้กระบวนการงบประมาณที่รัฐสภาตรวจสอบได้
9.หลักคิดนี้ง่ายมากครับ— อย่าเก็บ 450 บาท จนเสียโอกาสได้เงินหลายหมื่นบาท อย่าสร้างกองทุนใหม่เพื่อทำงาน ที่รัฐบาลมีหน้าที่ทำอยู่แล้ว และต้องไม่ให้อำนาจแก่องค์กรใดเก็บภาษีเองและใช้เงินได้เอง จนหลุดจากการตรวจสอบของผู้แทนประชาชน ประเทศไทยต้องการนักท่องเที่ยวมากขึ้น ต้องการรายได้ประชาชนมากขึ้น และต้องการระบบการคลังที่โปร่งใสขึ้น; ไม่ใช่ภาษีมากขึ้น กองทุนมากขึ้น และระบบราชการที่ซ้ำซ้อนขึ้น








