เมื่อวานนี้ ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบให้ขยายผลการใช้งาน “Traffy Fondue” เป็น “แพลตฟอร์มกลางของประเทศไทย” โดยให้ทุกส่วนราชการและหน่วยงานรัฐทั่วประเทศ นำไปใช้เป็นช่องทางหลักในการรับแจ้งและบริหารจัดการปัญหาให้พี่น้องประชาชนครับ
ที่ผ่านมา กระทรวง อว. โดย สวทช. ได้พัฒนาระบบนี้ขึ้นเพื่อเป็นจุดรับแจ้งเรื่องแบบเบ็ดเสร็จ (Single Point of Contact) โดยนำ AI มาช่วยคัดกรอง เริ่มตั้งแต่ปี 2561 เราพิสูจน์ความสำเร็จมาแล้วใน 37 จังหวัด เฉพาะใน กทม. เราสามารถลดเวลาแก้ไขปัญหาจากเดิมที่ต้องรอเฉลี่ย 13 วัน เหลือเพียง 2 วันเท่านั้น โมเดลการรับเรื่องร้องเรียนแบบเดิมจึงไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป
การพลิกโฉมครั้งนี้คือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์การให้บริการของรัฐ มุ่งสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่
1. รวดเร็วและเข้าถึงง่าย – ประชาชนเพียงแค่ถ่ายภาพและระบุพิกัดผ่าน LINE ตลอด 24 ชม. ระบบ AI จะส่งเรื่องตรงถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบทันที
2. โปร่งใส ไร้รอยต่อ – ผู้แจ้งติดตามความคืบหน้าและให้คะแนนความพึงพอใจได้ทันที ขณะที่ภาครัฐสามารถบูรณาการข้อมูลข้ามกระทรวง ทะลวงข้อจำกัดทางระบบราชการ ลดการทำงานซ้ำซ้อน
3. บริหารจัดการด้วย Data-Driven Policy – ยกระดับข้อมูลปัญหาเป็น Big Data ระดับประเทศ เพื่อให้ผู้บริหารภาครัฐและท้องถิ่นใช้วางแผนงบประมาณ จัดสรรกำลังคน และแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างแม่นยำ ตรงจุด
เพื่อรองรับการใช้งานที่กำลังจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ผมได้มอบหมายให้ทีม สวทช. เตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ขั้นสูงสุด พร้อมจัดทีมสนับสนุนทุกหน่วยงานให้เชื่อมต่อระบบได้อย่างคล่องตัว
ผมมั่นใจว่า การ “ปลดล็อก” และขยายผล Traffy Fondue ในครั้งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการนำนวัตกรรมฝีมือนักวิจัยไทย มาแก้ปัญหาระดับประเทศ และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนดีขึ้นอย่างก้าวกระโดดครับ







