EP 5/6 | น้ำจากนอกเกาะ
**เมื่อเราลงทุนกับ “น้ำใหม่” อะไรจะเหลือให้ภูเก็ต นอกจากท่อ?**
ตลอดหลายตอนที่ผ่านมา Phuket BiodiverCity พยายามชวนมองน้ำให้ไกลกว่าก๊อกที่บ้าน เราไล่ย้อนกลับไปถึง ฝน ภูเขา ป่าและต้นน้ำ น้ำใต้ดิน ลำห้วย อ่างเก็บน้ำ และน้ำที่ถูกนำไปใช้ระหว่างทาง
แต่ยังมีน้ำอีกชุดหนึ่งที่สำคัญต่ออนาคตของภูเก็ต น้ำที่มาจากนอกเกาะ
จากพังงามาภูเก็ต หนึ่งในโครงการสำคัญคือการพัฒนาระบบประปา พังงา–ภูเก็ต
ข้อมูลแผนโครงการระบุว่า ระยะที่ 1 มีเป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตประมาณ 72,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน และระยะต่อมาวางแผนเพิ่มเป็นประมาณ 120,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำของพื้นที่พังงาและภูเก็ตที่ขยายตัวขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังมีอีกโครงการที่ใหญ่กว่าในระดับภูมิภาค
คือการศึกษา ระบบผลิตและส่งน้ำประปาจากเขื่อนรัชชประภาไปยังภูเก็ต พังงา และกระบี่
เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 มีการรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 ในการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น หรือ IEE โดย กปภ.ระบุว่าการศึกษาครอบคลุมทั้งแผนพัฒนาระบบประปา แผนการใช้น้ำ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
หมายความว่า เรื่อง “น้ำจากนอกเกาะ” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของภูเก็ตอีกแล้ว แอดมินเข้าใจว่า โครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่แต่ละโครงการไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล
ภูเก็ตมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่เก็บน้ำ ขณะเดียวกันเมือง การท่องเที่ยว ที่พักอาศัย และกิจกรรมทางเศรษฐกิจก็ต้องใช้น้ำ การเพิ่มแหล่งน้ำจึงเป็นหนึ่งในแนวทางที่หน่วยงานกำลังใช้เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำ
Phuket BiodiverCity จึงไม่ได้กำลังถามว่า “โครงการเหล่านี้ควรมีหรือไม่?” แต่กำลังสนใจคำถามอีกข้อหนึ่ง
**เมื่อเราใช้เงินและทรัพยากรจำนวนมากกับโครงการหนึ่ง เราจะรู้ได้อย่างไรว่ามันสร้างประโยชน์ระยะยาวให้เมืองจริง?**
หรืออีกคำหนึ่งที่อยากชวนคิดคือ Legacy ของโครงการคืออะไร?
ลองคิดง่าย ๆ ค่ะ
เมื่อสร้างโรงผลิตน้ำเสร็จ เรามีโรงผลิตน้ำ
เมื่อวางท่อเสร็จ เรามีท่อ
เมื่อสร้างสถานีสูบน้ำเสร็จ เรามีสถานีสูบน้ำ
แต่โครงการหนึ่งอาจสร้างสิ่งที่มีค่ามากกว่าสิ่งก่อสร้างได้ด้วย นั่นคือ ทำให้เมือง “รู้จักน้ำของตัวเอง” มากขึ้น
ตัวอย่างเช่น ก่อนเริ่มโครงการ เราอาจรู้ว่า ภูเก็ตต้องการน้ำเพิ่ม
แต่เมื่อโครงการศึกษาหรือก่อสร้างเสร็จแล้ว เราอาจมีข้อมูลเพิ่มขึ้นอีกมาก เช่น
น้ำต้นทางมีเท่าไรในฤดูฝนและฤดูแล้ง?
ปริมาณที่ระบบผลิตได้ กับปริมาณน้ำที่มีให้นำมาใช้ได้อย่างมั่นคง เป็นตัวเลขเดียวกันหรือไม่?
ชุมชนต้นทางใช้น้ำเท่าไร?
ธรรมชาติต้องเหลือน้ำไว้เท่าไร?
ระหว่างทางสูญเสียน้ำเท่าไร?
เมื่อเพิ่มน้ำเข้าระบบแล้ว พื้นที่ใดได้รับประโยชน์?
และหากเกิดปีที่แล้งกว่าปกติ ระบบยังทำงานได้อย่างไร?
ข้อมูลเหล่านี้ทำให้เราเห็นมากกว่าเพียง “มีน้ำเพิ่มกี่ลูกบาศก์เมตรต่อวัน” แต่เริ่มเห็น Water Balance — สมดุลน้ำทั้งระบบ
NASA มีข้อมูลฝนจากระบบ GPM IMERG ซึ่งรวมข้อมูลจากดาวเทียมหลายดวง และให้ค่าประมาณฝนทุกประมาณ 30 นาที บนกริดประมาณ 10 × 10 กิโลเมตร โดยชุดข้อมูล IMERG ปัจจุบันมีข้อมูลย้อนหลังไปถึงปี 1998
อีกชุดหนึ่งคือข้อมูล MODIS Evapotranspiration หรือ MOD16
ซึ่งช่วยประเมินน้ำที่กลับคืนสู่บรรยากาศผ่านการระเหยจากพื้นดินและการคายน้ำของพืช และ NASA ระบุว่าสามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ประกอบการวิเคราะห์ regional water balance และสถานะน้ำในดินได้
เมื่อรวมข้อมูลเหล่านี้กับ สถานีวัดฝน ข้อมูลระดับน้ำ ข้อมูลการไหลของลำน้ำ แผนที่ภูมิประเทศ ข้อมูลน้ำใต้ดิน และข้อมูลการใช้น้ำจริง เราสามารถเข้าใจลุ่มน้ำได้ละเอียดกว่าในอดีตมาก
แต่ตรงนี้ต้องแยกให้ชัด ดาวเทียมไม่ได้ตอบทุกอย่าง ภาพจากอวกาศไม่ได้บอกเราตรง ๆ ว่า “คลองนี้สามารถดึงน้ำออกได้วันละเท่าไรโดยไม่กระทบระบบ”
คำตอบแบบนั้นยังต้องอาศัยข้อมูลภาคสนาม การวัดการไหล แบบจำลองทางอุทกวิทยา การใช้น้ำของคนต้นทาง และข้อมูลระบบนิเวศประกอบกัน
ดังนั้นดาวเทียมไม่ใช่เครื่องมือที่จะมาแทนวิศวกร นักอุทกวิทยา หรือหน่วยงาน มันเป็นอีกหนึ่งชั้นข้อมูล ที่ช่วยให้เราเห็น ภาพใหญ่
แล้วคำว่า Legacy เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้? ลองนึกภาพว่า โครงการหนึ่งใช้เวลาศึกษาหลายปี มีทีมวิศวกร นักสิ่งแวดล้อม นักอุทกวิทยา นักเศรษฐศาสตร์ และบริษัทที่ปรึกษา มีการสำรวจพื้นที่ วัดน้ำ ทำแบบจำลอง ทำแผนที่ ประเมินความต้องการ ศึกษาผลกระทบ และรวบรวมข้อมูลจำนวนมาก เมื่อการศึกษาและก่อสร้างเสร็จ
ข้อมูลเหล่านั้นไปไหน?
นี่อาจเป็นหนึ่งในคำถามเรื่อง Legacy ที่น่าสนใจที่สุด
เพราะหากข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาใช้ต่อ เมืองอาจมีสิ่งที่มากกว่าโครงการน้ำหนึ่งโครงการ เราอาจมี Water Data ข้อมูลน้ำที่ต่อเนื่องและนำไปใช้กับการตัดสินใจครั้งต่อไป
Water Map : แผนที่ที่ทำให้คนเห็นว่าน้ำมาจากไหนและเดินทางไปไหน
Water Balance : ภาพรวมว่าเรามีน้ำเท่าไร ใช้เท่าไร สูญเสียเท่าไร และต้องเหลือเท่าไร
Monitoring : ข้อมูลหลังเปิดใช้จริง เพื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่เคยคาดการณ์ไว้
Institutional Learning : บทเรียนที่หน่วยงานรุ่นต่อไปไม่ต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่
และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน Public Understanding
ประชาชนสามารถเข้าใจได้ว่า ทำไมต้องสร้าง ใช้งบประมาณกับอะไร โครงการทำงานอย่างไร และผลลัพธ์ที่เมืองได้รับคืออะไร
นี่ไม่ได้หมายความว่า ข้อมูลทางเทคนิคทุกอย่างต้องถูกทำให้ง่ายจนเสียความหมาย แต่ข้อมูลบางส่วนสามารถแปลงให้ประชาชนมองเห็นระบบได้ เช่น
น้ำมาจากไหน → ผ่านอะไร → สูญเสียเท่าไร → ไปถึงใคร
เพียงเท่านี้ การสนทนาเรื่องน้ำของเมืองก็อาจเปลี่ยนไปมาก จาก
“น้ำไม่ไหล ทำไม?” ไปสู่ “ระบบของเราติดตรงไหน?”
และมีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ การประปาส่วนภูมิภาคเองมีงานด้าน ควบคุมและลดน้ำสูญเสีย เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารระบบ และในปี 2569 ยังคงติดตามผลน้ำสูญเสียและดำเนินกิจกรรมค้นหาท่อแตก–รั่วเชิงรุกอยู่
เพราะฉะนั้น การหาน้ำเพิ่ม กับการรักษาน้ำที่เรามีอยู่แล้ว ไม่ได้จำเป็นต้องเป็นคำถามว่า “จะเลือกอย่างไหน?”
แต่มันเป็นคนละส่วนของระบบเดียวกัน น้ำใหม่ที่นำเข้ามา จะมีคุณค่ามากเพียงใด สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับว่า ระบบสามารถส่งมันไปถึงผู้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใดด้วย
Phuket BiodiverCity จึงสนใจทั้งโครงการพังงา–ภูเก็ต และการศึกษาน้ำจากรัชชประภา ไม่ใช่เพื่อบอกล่วงหน้าว่าโครงการไหนดีหรือไม่ดี แต่เพราะโครงการเหล่านี้อาจกำหนดโครงสร้างน้ำของภูเก็ตไปอีกหลายสิบปี
และนั่นทำให้มีคำถามหนึ่งที่ประชาชนสามารถถามได้อย่างสร้างสรรค์
«เมื่อโครงการจบลง อะไรจะเหลือให้เมือง นอกจากสิ่งก่อสร้าง?»
อาจเป็นน้ำที่มั่นคงขึ้น
อาจเป็นข้อมูลที่ดีขึ้น
อาจเป็นระบบติดตามที่ดีขึ้น
อาจเป็นความเข้าใจลุ่มน้ำที่ละเอียดขึ้น
หรืออาจเป็นความสามารถของหลายหน่วยงานในการทำงานจากข้อมูลชุดเดียวกัน ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่สามารถนำมาพิจารณาเมื่อเราพูดถึง Legacy ของโครงการ
เพราะท้ายที่สุด ความมั่นคงด้านน้ำของเมือง ไม่ได้มีคำตอบอยู่เพียงว่า “เราหาน้ำเพิ่มได้อีกเท่าไร?”
แต่ยังมีอีกหลายคำถาม น้ำมาจากไหน?
มีจริงเท่าไรในช่วงที่ต้องการมากที่สุด?
ธรรมชาติต้นทางต้องเหลือเท่าไร?
เราสูญเสียระหว่างทางเท่าไร?
ใครกำลังใช้น้ำ?
ความต้องการกำลังโตไปทางไหน?
และหากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยน ระบบของเราจะรับมืออย่างไร?
หากวันหนึ่งเราสามารถมองคำถามเหล่านี้บนภาพเดียวกันได้
เราอาจไม่ได้มีเพียง “โครงการน้ำ” แต่มี ความเข้าใจระบบน้ำของเมือง และนั่นอาจเป็น Legacy ที่มีค่าไม่แพ้ท่อ โรงผลิตน้ำ หรืออ่างเก็บน้ำเลย
ฝน
↓
ภูเขาและป่า
↓
น้ำใต้ดิน + ลำห้วย
↓
อ่างและขุมน้ำ
↓
น้ำจากนอกเกาะ
↓
การผลิตและระบบท่อ
↓
น้ำสูญเสีย
↓
บ้าน โรงแรม ธุรกิจ และเมือง
แล้วกลับมาถามคำถามที่เราเริ่มต้นซีรีส์นี้มาตลอดว่า
**ภูเก็ตมี Water Balance ที่เรามองเห็น “ทั้งระบบ” แล้วหรือยัง?**
ข้อมูลและภาพจากเพจ Phuket BiodiverCity







