ภูเก็ตในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 คือหนึ่งในศูนย์กลางเหมืองดีบุกที่สำคัญของโลก เสน่ห์ของเกาะแห่งนี้ในเวลานั้นไม่ใช่เพียงธรรมชาติ แต่คือโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาลที่ดึงดูดแรงงานและพ่อค้าชาวจีนฮกเกี้ยนจำนวนมากให้เดินทางมาปักหลัก ชาวจีนเหล่านี้ส่วนใหญ่เดินทางผ่านเครือข่ายการค้าและสายญาติจากคาบสมุทรมลายู โดยเฉพาะปีนัง มะละกา และสิงคโปร์ พวกเขานำความรู้ด้านการค้า การก่อสร้าง และรูปแบบสถาปัตยกรรม “จีนช่องแคบ” (Straits Chinese) มาผสมผสานกับอิทธิพลตะวันตกที่เคยผ่านเข้ามาในภูมิภาคนี้ตั้งแต่ยุคอาณานิคมโปรตุเกส
เมื่อเศรษฐกิจดีบุกเฟื่องฟู พ่อค้าคหบดีในภูเก็ตเริ่มสร้างบ้านเรือนถาวรเพื่อเป็นทั้งที่อยู่อาศัยและสถานประกอบกิจการ ลักษณะของอาคารเหล่านี้จึงไม่ใช่บ้านเดี่ยวแบบไทย แต่เป็นอาคารที่มี “หน้าบ้านแคบ ลึก” รองรับการสร้างต่อเนื่องเป็นแถว เพื่อใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าในย่านการค้า ขณะเดียวกันก็ผสมความงามและคติความเชื่อแบบจีนเข้าไปในรายละเอียดการตกแต่ง ส่วนหน้าตาอาคารได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมยุโรปยุคนีโอคลาสสิกและอาร์ตเดโค ทำให้เกิดเอกลักษณ์ที่เราเรียกกันว่า “ชิโน–โปรตุกีส” หรือ “ชิโน–ยุโรเปียน”
องค์ประกอบสำคัญของบ้านชิโน–โปรตุกีสในภูเก็ตมีทั้ง “หง่อคาขี่” — อาเขตทางเดินกว้างราว 5 ฟุตหน้าตึก ที่ช่วยกันแดดกันฝนและเชื่อมต่อเป็นทางเดินยาวทั้งบล็อก — และ “ฉิ่มแจ้” หรือคอร์ทยาร์ดกลางบ้าน เพื่อระบายอากาศและรับแสงธรรมชาติ วัสดุหลักมักเป็นอิฐถือปูน ผนังหนาเพื่อกันความร้อน ภายในปูพื้นกระเบื้องลวดลายงดงาม นอกจากนี้ยังมีการประดับปูนปั้นเป็นลวดลายมงคลจีน เช่น ดอกโบตั๋น ค้างคาว หรือมังกร ผสมกับลวดลายตะวันตกอย่างใบอะคันธัสและกรอบโค้งแบบยุโรป
ตัวอย่างที่ชัดเจนของบ้านชิโน–โปรตุกีสในยุคแรกคือ “บ้านชินประชา” ที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2446 (ค.ศ. 1903) ซึ่งสะท้อนความหรูหราและรสนิยมสากลของคหบดีเหมืองดีบุกยุคนั้น บ้านหลังนี้มีครบทั้งหง่อคาขี่ คอร์ทยาร์ดกลางบ้าน ลวดลายปูนปั้น และเฟอร์นิเจอร์นำเข้าจากต่างประเทศ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้เราเข้าใจพัฒนาการของสถาปัตยกรรมแบบนี้ในภูเก็ต
เมื่อเวลาผ่านไป รูปแบบบ้านชิโน–โปรตุกีสได้ปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของเมืองที่เติบโตมากขึ้น อาคารแถวที่เคยเป็นคฤหาสน์คหบดีหรือบ้านเดี่ยวขนาดใหญ่ถูกย่อสัดส่วนและวางผังให้ต่อเนื่องกลายเป็น “ตึกแถว” ใช้เป็นร้านค้า ร้านอาหาร และที่อยู่อาศัยชั้นบน ลักษณะผสมผสานนี้ยังคงรักษาองค์ประกอบสำคัญ เช่น หง่อคาขี่ ช่องลม ลวดลายปูนปั้น และสีพาสเทลสดใส ทำให้แม้ในยุคปัจจุบัน เราก็ยังสามารถเดินชมตึกแถวแบบชิโน–โปรตุกีสได้ทั่วไปตามถนนถลาง ถนนดีบุก ถนนเยาวราช และตรอกซอกซอยต่างๆ ในย่านเมืองเก่าภูเก็ต
ดังนั้น ตึกแถวที่เราเห็นมากมายในภูเก็ตทุกวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงสิ่งปลูกสร้างเพื่อการค้า แต่เป็นผลสืบเนื่องโดยตรงจากรากฐานสถาปัตยกรรมชิโน–โปรตุกีสในยุคเหมืองดีบุก เป็นหลักฐานทางวัฒนธรรมที่บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของผู้คน การแลกเปลี่ยนศิลปะ และการผสมผสานอัตลักษณ์ของภูเก็ตให้คงอยู่ในสายตาทั้งคนท้องถิ่นและผู้มาเยือน
อ้างอิง
เครดิต ภาพ/บทความจากเพจ https://www.facebook.com/thailandbiennale

PHUKET, THAILAND – 26 december 2016 : The front view of Phuket Museum Open to visitors 8.00 am-23.00pm






